| ชื่อเรื่อง | : | การเปรียบเทียบวิธีการปรับค่าประมาณความน่าจะเป็นที่จะเสียชีวิตเมื่อข้อมูลถูกตัดปลาย |
| นักวิจัย | : | สมใจ สุภัควิริยะกุล |
| คำค้น | : | GRADUATION METHODS , MORTALITY PROBABILITY , ACTUARIAL ESTIMATION METHOD |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2539 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082539000056 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบวิธีการปรับค่าประมาณความน่าจะเป็นที่จะเสียชีวิตเมื่อข้อมูลถูกตัดปลาย ซึ่งใช้เทคนิคมอนติคาร์โลในการจำลองข้อมูลและใช้การทดลองทำซ้ำ 100 ครั้ง โดยทำการศึกษาการแจกแจงของระยะเวลาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในอนาคตเป็นแบบไวบูลล์และแบบกอมเพริตซ์ การแจกแจงของระยะเวลาที่จะเกิดการถอนตัวเป็นแบบสม่ำเสมอและแบบเกมมา ขนาดตัวอย่าง (m)คือ 100, 300 500, 700 และ 1,000 สัดส่วนการถอนตัวออกจากช่วงเวลาการศึกษาที่ระดับร้อยละ 5, 10, 20, 30, 35 และ 40ของขนาดตัวอย่างข้อมูล จากการทดลองพบว่าสัดส่วนการถอนตัวที่แต่ละระดับไม่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปรับค่าประมาณดังนั้นจึงนำเสนอผลการวิจัยที่ระดับค่ากลางคือสัดส่วนร้อยละ 30 จากนั้นใช้วิธีการประมาณแบบคณิตศาสตร์ประกันภัยในการหาค่าประมาณความน่าจะเป็นที่คนอายุ x ปีจะเสียชีวิตภายใน 1 ปีข้างหน้า (q'(,x)) สำหรับช่วงอายุ0-99 ปี แล้วทำการปรับค่าประมาณที่ได้ด้วยวิธีการปรับค่า3 วิธี คือ การปรับค่าโดยใช้ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ การปรับค่าโดยใช้รูปแบบฟังก์ชันและการปรับค่าโดยใช้ส่วนโค้งพหุนามองศาสาม ในการเปรียบเทียบวิธีการปรับค่าทั้ง 3 วิธีนี้จะพิจารณาจากค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ (MAPE) โดยแยกพิจารณาตามขนาดตัวอย่างและช่วงอายุ ผลการวิจัยพบว่าในการหาค่า q'(,x) เมื่อขนาดตัวอย่างมีค่าไม่มาก (m = 100 และ 300) ค่าเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ของค่า q'(,x) ที่อายุช่วงต้นจะมีค่าค่อนข้างสูง แต่เมื่อเพิ่มขนาดตัวอย่าง (m = 500, 700และ 1,000) จะทำให้ค่า APE ดังกล่าวลดลง ดังนั้นในการหาค่า q'(,x) ที่อายุช่วงต้นจึงไม่ควรใช้ขนาดตัวอย่างที่มีค่าน้อยเกินไป ส่วนค่า MAPE ของค่า q'(,x) ที่ขนาดตัวอย่างใด ๆ จะแปรผันตรงตามสัดส่วนการถอนตัว จากค่า q'(,x) ที่ได้จากการประมาณการนำมาปรับค่าพบว่า สำหรับอายุช่วง 0-24 ปี ควรเลือกใช้วิธีการปรับค่าโดยใช้ส่วนโค้งพหุนามองศาสาม สำหรับอายุช่วง 25-49 ปี เมื่อขนาดตัวอย่างไม่มากนัก(m = 100, 300 และ 500) ควรเลือกใช้วิธีการปรับค่าโดยใช้ส่วนโค้งพหุนามองศาสามหรือการปรับค่าโดยใช้รูปแบบฟังก์ชันแต่เมื่อตัวอย่างมีขนาดใหญ่พอ (m = 700 และ 1,000)สามารถเลือกใช้การปรับค่าวิธีการใดก็ได้ ซึ่งวิธีที่ควรเลือกใช้คือวิธีการปรับค่าโดยใช้ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่เนื่องจากเป็นวิธีที่สะดวกและง่ายกว่า สำหรับอายุช่วง 50-74 ปี และ 75-99 ปี ที่ขนาดตัวอย่างใด ๆ ควรเลือกใช้วิธีการปรับค่าโดยใช้ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ หรือการปรับค่าโดยใช้ส่วนโค้งพหุนามองศาสาม แต่ทั้งนี้วิธีการปรับค่าโดยใช้ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่จะไม่สามารถใช้ที่อายุช่วงปลายได้(90-99 ปี) ส่วนค่า MAPE ของการปรับค่า q'(,x) ที่ขนาดตัวอย่างใด ๆ จะแปรผันตรงตามสัดส่วนการถอนตัว |
| บรรณานุกรม | : |
สมใจ สุภัควิริยะกุล . (2539). การเปรียบเทียบวิธีการปรับค่าประมาณความน่าจะเป็นที่จะเสียชีวิตเมื่อข้อมูลถูกตัดปลาย.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สมใจ สุภัควิริยะกุล . 2539. "การเปรียบเทียบวิธีการปรับค่าประมาณความน่าจะเป็นที่จะเสียชีวิตเมื่อข้อมูลถูกตัดปลาย".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สมใจ สุภัควิริยะกุล . "การเปรียบเทียบวิธีการปรับค่าประมาณความน่าจะเป็นที่จะเสียชีวิตเมื่อข้อมูลถูกตัดปลาย."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2539. Print. สมใจ สุภัควิริยะกุล . การเปรียบเทียบวิธีการปรับค่าประมาณความน่าจะเป็นที่จะเสียชีวิตเมื่อข้อมูลถูกตัดปลาย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2539.
|
