| ชื่อเรื่อง | : | วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาท้องถิ่นในสามจังหวัดภาคใต้ ระยะที่ 1 |
| นักวิจัย | : | วลัยลักษณ์ ทรงศิริ |
| คำค้น | : | การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม , การศึกษาท้องถิ่น , นราธิวาส , ปัตตานี , ยะลา |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2549 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG48H0011 , http://research.trf.or.th/node/3079 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | โครงการ "การวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการดูแลบำบัดฟื้นฟูเด็กถูกทารุณกรรมทางเพศใน ครอบครัวที่อยู่ในเครือข่ายบ้านพักเด็ก จังหวัดเชียงใหม่" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการมองตัว ตน การให้ความหมายจากการถูกกระทำทารุณกรรมทางเพศจากบุคคลในครอบครัวอันแสดงถึง อัตลักษณ์ของเด็กที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นกรณีศึกษา, ศึกษากระบวนการดูแลช่วยเหลือเด็กในเครือ ข่ายบ้านพักเด็ก จำนวน 5 แห่ง และศึกษาปัญหาและอุปสรรคของบ้านพักเด็กในการช่วยเหลือเด็ก ที่ถูกทารุณกรรมทางเพศในครอบครัว วิธีการศึกษา การเข้าถึงอัตลักษณ์ของเด็กในการวิจัยครั้งนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 มุมมองซึ่งทำได้โดย 1) การเข้าถึงมุมมองของเด็ก: กรณีศึกษา ใช้วิธีการศึกษาโดย การสัมภาษณ์เด็ก, การให้ เด็กเล่าประสบการณ์ของตนเองผ่านการพูด, การเขียน, และการวาดภาพ เป็นรายกรณ๊ ผลการศึกษาพบว่า มุมมองของเด็กหรืออัตลักษณ์ของเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศ (กรณี ศึกษา) มีความแตกต่างกัน เนื่องมาจากปัจเจกบุคคลมีมุมมองที่หลากหลายในความเป็นตัวของ ตัวเอง และต่อบุคคลอื่น ตัวตนของเด็กคือสิ่งที่เด็กสร้างขึ้นจากการที่คิดว่า คนอื่นคิดกับตัวเขา และต้องการจากตัวเขา ซึ่งเรียกว่า เป็นตัวตนที่เกิดจากความคาดหวังจากคนอื่นที่มีต่อตัวเขา และ คนที่คาดหวังจากตัวเด็กก็ไม่ได้มีคนเดียว เพราะเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับหลายๆคน ซึ่งเด็กจะมีตัวตน ข้างในที่ต่อรอง, เลือก, รับ หรือปฏิเสธ ความคาดหวังที่คนอื่นมีต่อตัวเขาได้ นอกจากนี้ตัวตนของเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็น 3 ช่วงระยะ เวลา คือ ก่อนถูกกระทำ ถูกกระทำ และหลังถูกกระทำ ช่วงระยะเวลาดังกล่าวส่งผลกระทบใน ระยะยาว เช่น การเป็นคนไม่เปิดเผยเก็บกด การแสดงพฤติกรรมเบี่ยงเบนในเรื่องเพศ เป็นต้น ทั้ง นี้เป็นเพราะปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อตัวเด็ก คือ ตัวเด็กเอง ครอบครัว สังคมและวัฒนธรรม ซึ่ง เป็นตัวหล่อหลอมให้เด็กมีทัศนคติ แสดงความคิดความรู้สึกของตนเองในทางลบและช่วยเหลือตน เองไม่ได้ 2) การเข้าถึงมุมมองทางสังคมที่มีต่อเด็ก: ทัศนคติของสังคมต่อเรื่องเพศ ใช้วิธีการศึกษา โดยการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของกรณ๊ศึกษาและครอบครัวที่อาศัยอยู่ในชุมชน ผลการศึกษาพบว่า ในสังคมพื้นที่ที่เด็กและครอบครัวอาศัยอยู่ เรื่องการมีเพศสัมพันธ์กับ เด็กโดยเฉพาะผู้กระทำซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวหรือเครือญาติเดียวกัน ถือเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอม รับ และส่งผลกระทบต่อเด็กซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำเด็กตกเป็นเหยื่อ เด็กได้รับการถูกประทับตราจากสังคม และไม่สามารถคืนสู่ชุมชนได้ ทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดของเด็ก เช่น ในกรณีของชนเผ่าที่เกี่ยวข้องกับ การผิดผี เมื่อเด็กถูกกระทำคนในชุมชนต่างมองว่าเป็นความผิดของเด็ก และไม่ให้เด็กอยู่ในชุมชน ร่วมกัน เป็นต้น 3) การเข้าถึงมุมมองของเครือข่ายบ้านพักเด็ก: การช่วยเหลือเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศ ใช้วิธีการศึกษาโดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กในกระบวนการช่วยเหลือเด็กที่ถูกทารุณ กรรมทางเพศของบ้านพัก ผลการศึกษาพบว่า เครือข่ายบ้านพักเด็กมีวิธีการเข้าถึงอัตลักษณ์ตัวตนของเด็กที่ถูก ทารุณกรรมทางเพศโดยอาศัยการทำงานร่วมกันโดยใช้วิธีการประสานงาน การส่งต่อ และมีบริการ ที่สอดคล้องกับความต้องการของเด็กแต่ละราย เช่น ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ อายุ การศึกษา สภาพความรุนแรงของปัญหา เป็นต้น นอกจากนี้กระบวนการในการช่วยเหลือเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศก็ส่งผลให้อัตลักษณ์ ของเด็กเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นกัน เช่น การช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรมซึ่งทำให้เด็กจะต้องถูก ถามซ้ำอันเป็นผลกระทบทางด้านจิตใจของเด็ก เป็นต้น จากผลการศึกษาระบบการดูแลบำบัดฟื้นฟูเด็กถูกทารุณกรรมทางเพศในครอบครัวที่อยู่ ในเครือข่ายบ้านพักเด็กจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า การทำงานของบ้านพักเด็กยังขาดทักษะในการ เก็บข้อมูลสืบค้นข้อเท็จจริง และการประเมินสภาวะของเด็ก ครอบครัวและชุมชนของเด็ก ดังนั้น การวิจัยจึงมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาบ้านพักเพื่อแสวงหาแนวทางการทำงานให้เป็นระบบให้ดี ยิ่งขึ้น เช่น การใช้เครื่องมือ, เทคนิค และวิธีการทางสังคมสงเคราะห์ในการเจาะลึกข้อมูลในเชิงลึก เช่น การสร้างสัมพันธภาพกับเด็กและครอบครัว การสัมภาษณ์ การเยี่ยมบ้าน การทำ Case Conference กับทีมสหวิชาชีพจากสาขาต่างๆ เช่น แพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ตำรวจ ทนายความ อัยการ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านวัฒนธรรม เพื่อร่วมกันประเมินปัญหาเด็ก และร่วมกันวางแผนในการแก้ไขปัญหาให้กับเด็กและครอบครัว เป็นต้น ซึ่งจากการพัฒนาระบบ การทำงานในบ้านพักเด็กจะช่วยทำให้บ้านพักเด็กมีกระบวนการเข้าถึงตัวตนของเด็ก และช่วยให้ เด็กและครอบครัวสามารถแก้ไขปัญหาและมีศักยภาพเพียงพอที่จะคืนสู่สังคมได้ต่อไป และ องค์กรบ้านพักสามารถวางแผน และพัฒนากิจกรรมให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของเด็กได้ ส่วนข้อเสนอแนะมีดังนี้ คือ ข้อเสนอแนะต่อบ้านพักเด็กทั้ง 5 แห่ง บ้านพักเด็กควรมีการ พัฒนาองค์ความรู้ด้านต่างๆ เช่น แนวคิดเรื่องการทารุณกรรมทางเพศต่อเด็ก, แนวคิดเรื่องอัต ลักษณ์ และกระบวนการช่วยเหลือเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศ รวมทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครอง เด็ก พ.ศ.2546 เป็นต้น เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องในการทำงานช่วยเหลือเด็กและครอบครัว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศและครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น และควรมีการเสริมเทคนิคทักษะด้านต่างๆ เช่น การสร้างสัมพันธภาพ, การสัมภาษณ์, การเยี่ยม บ้าน, การจดบันทึกข้อมูล การทำ Case Conference การประสารงาน เป็นต้น ให้กับเจ้าหน้าที่ บ้านพัก เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศและมีการ พัฒนาทักษะการทำงานให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะของงานวิจัย ควรมีการแยกประเภทในการช่วยเหลือเด็กให้สอดคล้องกับ ปัญหาของเด็กและครอบครัวโดยมีประเภทของบ้านพักเด็กที่ช่วยเหลือเด็กที่ถูกทารุณกรรมทาง เพศและครอบครัวโดยตรง และมีบุคลากรที่เพียงพอในการทำงาน มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และ ทักษะในการช่วยเหลือเด็กและครอบครัวโดยตรง เช่น ครู พี่เลี้ยง นักจิตวิทยา เป็นต้น บ้านพักเด็ก ควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อป้องกันปัญหาเด็กถูกกระทำซ้ำ นอกจากนี้ รัฐควรสนับสนุนงบประมาณในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กให้กับบ้านพัก เพื่อการปฏิบัติงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเพียงพอต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และบ้านพักเด็กแต่ละ แห่งควรมีการวิจัยและประเมินผลอย่างต่อเนื่องอันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรมีการปรับปรุงกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสวัสดิ ภาพเด็กให้สามารถช่วยเหลือคุ้มครองเด็กได้อย่างแท้จริงโดยปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก ข้อเสนอแนะต่อสังคม ปัญหาการทารุณกรรมทางเพศต่อเด็กไม่ใช่ปัญหาของเด็กและ ครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของชุมชนและสังคมที่ทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ ป้องกันและ แก้ไขปัญหาร่วมกัน |
| บรรณานุกรม | : |
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ . (2549). วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาท้องถิ่นในสามจังหวัดภาคใต้ ระยะที่ 1.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. วลัยลักษณ์ ทรงศิริ . 2549. "วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาท้องถิ่นในสามจังหวัดภาคใต้ ระยะที่ 1".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. วลัยลักษณ์ ทรงศิริ . "วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาท้องถิ่นในสามจังหวัดภาคใต้ ระยะที่ 1."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print. วลัยลักษณ์ ทรงศิริ . วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาท้องถิ่นในสามจังหวัดภาคใต้ ระยะที่ 1. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.
|
