| ชื่อเรื่อง | : | โครงการวิจัยพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ท้องถิ่นในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ |
| นักวิจัย | : | อมรวิชช์ นาครทรรพ |
| คำค้น | : | 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ , การจัดการเรียนรู้ , การศึกษา , นราธิวาส , ปัตตานี , ยะลา |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2551 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4840051 , http://research.trf.or.th/node/3150 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | โครงการวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ภายใต้สนับสนุนของสำนักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย เป็นโครงการที่ดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายน 2548-สิงหาคม 2550 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะค้นหาคำตอบ ร่วมกันกับครูและผู้บริหารโรงเรียนจากทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โรงเรียนประถมและมัธยมของรัฐ ตลอดจนโรงเรียนตาดีกาและ สถาบันปอเนาะ เกี่ยวกับรูปแบบและแนวทางการจัดการศึกษาที่สามารถตอบสนองความต้องการทางสังคมวัฒนธรรมของท้องถิ่น โครงการนี้ มีกระบวนการดำเนินงาน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (6 เดือน) คือการสำรวจและศึกษาสภาพบริบททางสังคมวัฒนธรรมของพื้นที่และ โรงเรียนในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมถึงการร่วมกับโรงเรียนนำร่อง 20 โรงสำรวจสภาพปัญหาและความสนใจในการเรียนรู้ของ เด็ก เพื่อมาออกแบบการเรียนรู้ร่วมกันจนได้รูปแบบที่หลากหลายที่คาดว่าจะตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น ระยะที่ 2 (12 เดือน) เป็น กระบวนการทำงานเชิงลึก สนับสนุนให้โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายได้ดำเนินงานนำร่องนำรูปแบบไปทดลองใช้ทั้งในมิติของการศึกษาสายสามัญ การศึกษาศาสนา และการศึกษาสายอาชีพ พร้อมๆ กับการติดตาม นิเทศและ “เสริมพลัง” จากทีมวิจัยระดับจังหวัด ส่วนในการทำงาน ระยะที่ 3 (6 เดือน) เป็นการกระบวนการติดตามและประเมินผล ปรับปรุงรูปแบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และถอดบทเรียนความรู้เพื่อสรุปผล การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ในภาพรวมของโครงการต่อไป ผลของการดำเนินงานในช่วงเวลากว่า 2 ปีได้ค้นพบรูปแบบการจัดการศึกษาที่หลากหลาย ทั้งรูปแบบของการปรับกระบวนการ เรียนรู้เพื่อนำหลักศาสนาอิสลามเข้าไปสู่จิตใจและวิถีการดำเนินชีวิตของเด็กผ่านรูปแบบการสอนที่หลากหลาย อาทิ การสอนอิสลามศึกษา และศาสนาศึกษาควบคู่สามัญศึกษา ทั้งโดยรูปแบบ “สองระบบ” คือ การนำเนื้อหาหลักสูตรอิสลามศึกษามาจัดเป็นการเฉพาะโดยปรับ ให้เข้ากับช่วงชั้นต่างๆ ในโรงเรียนของรัฐ และพัฒนาให้สามารถเทียบวัดมาตรฐานระดับความรู้ทางศาสนาได้ หรือรูปแบบ “เสริมความ เข้มแข็ง” โดยการปรับรูปแบบการสอนที่เพิ่มบทบาทการสอนสายสามัญที่เข้มแข็งขึ้นควบคู่กับการสอนศาสนาที่เป็นวิถีหลักของ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ตลอดจนการพัฒนารูปแบบ “บูรณาการ” หรือการบูรณาการการเรียนรู้บนฐานพหุวัฒนธรรมศึกษา รวมถึงการเรียนรู้พหุภาษาเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะทางที่หลากหลายเพื่อการเรียนรู้ต่อไปในระดับสูงและการทำงานในอนาคต และการจัดการ เรียนรู้สหวิทยาการเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเป็นองค์รวมที่สอดคล้องกับความสนใจและภายใต้บริบทของท้องถิ่น นอกเหนือจากข้อค้นพบข้างต้นแล้ว ยังพบว่า การจัดการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการมีงานทำเป็นอีกมิติหนึ่งที่ทวี ความสำคัญยิ่งขึ้นโดยโรงเรียนในโครงการได้มีการพัฒนารูปแบบการสอนอาชีพต่างๆ อย่างหลากหลายทั้งรูปแบบ “ทักษะทั่วไป” คือ การสอนทักษะพื้นฐานแรงงานเพื่อตลาดงานสมัยใหม่ไปจนถึงรูปแบบ “ท้องถิ่น” หรือการสอนอาชีพที่เชื่อมโยงกับตลาดท้องถิ่น รูปแบบการสอนทักษะอาชีพปรากฏทั้งในแง่การพัฒนาหลักสูตรกลุ่มการงาน อาชีพและเทคโนโลยี รวมถึงการจัดในรูปแบบการเรียนรู้ผ่าน ชมรม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งการสอนอาชีพนอกจากจะส่งเสริมการใช้เวลาว่างและพัฒนาทักษะการมีงานทำของผู้เรียนแล้ว ยัง ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน โรงเรียนและชุมชนในการได้เข้ามาร่วมในการกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ และร่วมส่งเสริมการเรียนรู้ของ เด็กๆ ด้วย นอกจากนี้โครงการยังได้ให้ข้อค้นพบเกี่ยวกับการเรียนรู้เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้เรียน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบดูแล ผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม ทั้งรูปแบบ “เจาะกลุ่มเสี่ยง” ที่เน้นการส่งเสริมการเรียนรู้หลักสูตรพิเศษสำหรับเด็กเสี่ยงที่มีความ ต้องการการช่วยเหลือดูแลและส่งเสริมการเรียนรู้เป็นกรณีเฉพาะ ทั้งรูปแบบ “หน่วยครอบครัว” ที่เน้นการจำลองความสัมพันธ์ ของระบบครอบครัวมาอยู่ในการจัดการเรียนรู้และดูแลผู้เรียนของโรงเรียน ในบางแห่งยังพัฒนาให้มี “บ้านหลังเรียน” ให้เป็นพื้นที่ กิจกรรมทางเลือกต่างๆ เพื่อการเรียนรู้ในช่วงเวลาว่างรวมทั้งชักชวนเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยงให้มีกิจกรรมดีๆ ทำอย่างหลากหลายหลังเลิก เรียนท่ามกลางกลุ่มเพื่อนสร้างสรรค์ ทั้งนี้บทเรียนสำคัญที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จคือ การอาศัย “พลังเครือข่ายครู” เป็นผู้นำการขับเคลื่อนการ เปลี่ยนแปลงภายใต้การร่วมผลักดันและสนับสนุนของผู้บริหาร คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้นำศาสนา รวมถึงแรงหนุนจากนักวิชาการ ภายนอก เครือข่ายการเรียนรู้ตลอดจนการสนับสนุนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมถึงพลังจากครอบครัวและชุมชนที่ถือเป็นต้นทุน ทางสังคมที่สำคัญยิ่งต่อการร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การศึกษาระดับพื้นที่ (area-based strategy) ให้เป็นการศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อการ เจริญงอกงามอย่างมั่นคงของเด็กๆ ในท้องถิ่นต่อไป โดยสรุปข้อคิดเชิงยุทธศาสตร์จากโครงการได้ชี้ให้เห็นความจำเป็นจะต้องมีการเชื่อมต่อระหว่างหลักสูตรพื้นฐาน ศาสนา และ อาชีพ ตลอดจนการเชื่อมต่อระหว่างการศึกษาระดับและประเภทต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในโรงเรียนของรัฐและเอกชน โรงเรียน ตาดีกา การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้บริหารสถานศึกษากับในการใช้ทรัพยากร การศึกษาร่วมกันให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้รูปแบบการผสมผสานเชื่อมโยงการสอนสายสามัญ การสอนหลักศาสนา และการสอนอาชีพ อย่างกลมกลืนดังกล่าว สามารถนำไปขยายผลและประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับพื้นที่ที่หลากหลาย บนฐานการทำงานร่วมกันเป็น เครือข่ายของกลุ่มครูและโรงเรียนแต่ละพื้นที่และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเข้มแข็ง พร้อมด้วยการลงทุนและการจัดการ อย่างถึงพร้อมจากภาครัฐต่อไป The Development of Appropriate Local Learning Model in Three Southern Border Provinces was undertaken as a research and development project during 2005-2007 amidst violence and uncertain situation in the southernmost part of Thailand. The project held a strong belief that through effective delivery of culturally sensitive learning model in local schools, including private religious schools and local religious study places (por-nor), peace and reconciliation can be achieved in this area mostly occupied by Islamic communities. The project was divided into three phases. The first 6-month phase covered activities such as community and school surveys in order to identify needs and learning activities deemed appropriate for each community and school. The second 12-month phase saw various experimental learning activities among the twenty participated schools spread across the three provinces. The last 6-month phase emphasized the analysis of learning outcomes, the overall project evaluation, and the sharing of experiences in the project with other schools and education agencies in the area. The project found an effective combination of learning activities considered to be an appropriate learning model to respond to the needs of the highly traditional Islamic communities. First, the project found the need and necessity of Islamic study as a means to enhance the spiritual well-being of students as well as to answer the religious demands of the traditional communities. The Islamic study can be organized effectively in various ways, however. The “Dual Approach” was suitable in many public elementary and secondary schools where more adequate amounts of time is allocated for religious study with some adjustments needed for the time spent in regular learning activities. The “Enhancement Approach” was another effective way, particularly for the private religious schools, in improving the general academic curriculum while maintaining the strength of their religious learning activities. The “Integrated Approach” was also an effective approach in religious and multi-cultural study, including multi-lingual study, where religious and linguistic content and even practices were coherently mixed with regular learning activities in various core subjects. The project also found the need to combine vocational-oriented learning activities in the local curriculum to better prepare students for future occupations in this poverty-stricken area. The vocational-oriented learning activities can also be delivered through both the “General Skill Approach” for modern production sector and the “Local Skill Approach” for local sector. Finally, the project found the serious need for student development activities in this fragile area worn down by terrorism where a considerable number of students and their families are affected by violence. The student development activities can be developed in various ways ranging from the “Specific Group Approach” to meet the needs of high-risk students, to the “Family Unit Approach” in which school social environment is reorganized into clusters of families headed by a “parent” teacher and with students of various grades helping each other. Some schools also developed a “After-school Home” to help some of the high-risk students find positive peer groups and creative activities after school hours. The success of various learning activities of the project was contributed to the innovativeness and strength of the loosely-organized “Teacher’s Network” as the critical force behind the improvement of education provision in this area. The teacher’s network can be linked and supported by local communities, mosques, and local education agencies to empower local school teachers and administrators in their effort to enhance their student learning activities. Such “Local Area Management Model” can potentially generated in other areas too based on the strength of teacher’s networking relationship, the active participation of local communities, and the positive reinforcement by government agencies. |
| บรรณานุกรม | : |
อมรวิชช์ นาครทรรพ . (2551). โครงการวิจัยพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ท้องถิ่นในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อมรวิชช์ นาครทรรพ . 2551. "โครงการวิจัยพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ท้องถิ่นในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อมรวิชช์ นาครทรรพ . "โครงการวิจัยพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ท้องถิ่นในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551. Print. อมรวิชช์ นาครทรรพ . โครงการวิจัยพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ท้องถิ่นในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2551.
|
