| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาผลของการใช้รังสีอัลตราไวโอเลตบีชนิดความยาวคลื่นช่วงแคบและชนิดความยาวคลื่นช่วงกว้างในการรักษาผู้ป่วยโรคด่างขาว |
| นักวิจัย | : | จิรสิน กิจลือเกียรติ |
| คำค้น | : | โรคด่างขาว -- การรักษา , ผิวหนัง -- โรค , รังสีเหนือม่วง -- การใช้รักษา , การบำบัดด้วยแสง , ความผิดปกติทางการสร้างเม็ดสีผิว |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | ประวิตร อัศวานนท์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2549 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/8732 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549 การรักษาโรคด่างขาวปัจจุบันมีหลายวิธี การรักษาด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตบีเป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลการรักษาดี ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้มีเครื่องฉายแสงแบบเฉพาะที่ ซึ่งมีผลโดยตรงกับผิวหนังเฉพาะบริเวณรอยโรค โดยไม่มีผลต่อผิวหนังปกติของร่างกายส่วนอื่นๆ จึงเหมาะที่จะใช้กับผู้ป่วยที่มีจำนวนรอยโรคไม่มากนัก นอกจากนี้ยังไม่เคยมีผู้ทำวิจัยเปรียบเทียบการใช้รังสีอัลตราไวโอเลตบีชนิดความยาวคลื่นช่วงแคบ และชนิดความยาวคลื่นช่วงกว้างโดยใช้เครื่องฉายแสงแบบเฉพาะที่ในการรักษาผู้ป่วยโรคด่างขาวมาก่อน ศึกษาความแตกต่างของการเกิดเม็ดสีผิว โดยการใช้รังสีอัลตราไวโอเลตบีชนิดวามยาวคลื่นช่วงแคบและชนิดความยาวคลื่นช่วงกว้างในการรักษาผู้ป่วยโรคด่างขาว ชนิดเฉพาะที่หรือชนิดที่เป็นทั่วตัว วิธีการทำวิจัย: ศึกษาผู้ป่วยที่เป็นโรคด่างขาวชนิดเฉพาะที่หรือชนิดที่เป็นทั่วตัว 8 ราย โดยผู้ป่วยแต่ละคนจะถูกเลือกรอยโรค 2 ตำแหน่งที่คล้ายคลึงกันในการรักษา แล้วสุ่มเลือกรอยโรคว่าตำแหน่งใดจะรักษาด้วยวิธีใดโดยตำแหน่งหนึ่งจะได้รับการรักษาด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตบีชนิดความยาวคลื่นช่วงแคบ อีกตำแหน่งหนึ่งจะได้รักการรักษาด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตบีชนิดความยาวคลื่นช่วงกว้าง ทำการฉายแสงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ทำการถ่ายรูปรอยโรคก่อนทำการศึกษาและทุก 4 สัปดาห์จนครบ 12 สัปดาห์แล้วประเมินผลโดยการเปรียบเทียบร้อยละของการเกิดเม็ดสีผิว โดยแพทย์ผิวหนัง 3 ท่าน หลังจากนั้นจึงนำมาประมวลผลทางสถิติโดยใช้วิธี Wilcoxon signed-rank test การเกิดเม็ดสีผิวในผู้ป่วยแต่ละรายมีลักษณะแตกต่างกัน พบว่าผู้ป่วย 6รายตอบสนองต่อการรักษาด้วยการฉายแสงทั้ง 2 ชนิดไปในทางเดียวกัน เมื่อนำข้อมุลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติ Wilxoxon signed-rank test พบว่า การรักษาด้วยแสงทั้ง 2ชนิด ให้ผลการรักษาไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 4 สัปดาห์ (p= 0.157), 8 สัปดาห์ (p = 1.000) และ12 สัปดาห์ (p = 0.564) สรุปผลการวิจัย: การฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีชนิดความยาวคลื่นช่วงแคบแบบเฉพาะที่ ให้ผลในการรักษาผู้ป่วยโรคด่างขาวชนิดเฉพาะที่หรือชนิดที่เป็นทั่วตัว ไม่แตกต่างกับการฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีชนิดความยาวคลื่นช่วงกว้างแบบเฉพาะที่จึงน่าจะนำมาประยุกต์ใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคด่างขาวได้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีรอยโรคจำนวนไม่มากนัก และต้องการลดปริมาณแสงสะสมที่จะได้รับจากการรักษา |
| บรรณานุกรม | : |
จิรสิน กิจลือเกียรติ . (2549). การศึกษาผลของการใช้รังสีอัลตราไวโอเลตบีชนิดความยาวคลื่นช่วงแคบและชนิดความยาวคลื่นช่วงกว้างในการรักษาผู้ป่วยโรคด่างขาว.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จิรสิน กิจลือเกียรติ . 2549. "การศึกษาผลของการใช้รังสีอัลตราไวโอเลตบีชนิดความยาวคลื่นช่วงแคบและชนิดความยาวคลื่นช่วงกว้างในการรักษาผู้ป่วยโรคด่างขาว".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จิรสิน กิจลือเกียรติ . "การศึกษาผลของการใช้รังสีอัลตราไวโอเลตบีชนิดความยาวคลื่นช่วงแคบและชนิดความยาวคลื่นช่วงกว้างในการรักษาผู้ป่วยโรคด่างขาว."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549. Print. จิรสิน กิจลือเกียรติ . การศึกษาผลของการใช้รังสีอัลตราไวโอเลตบีชนิดความยาวคลื่นช่วงแคบและชนิดความยาวคลื่นช่วงกว้างในการรักษาผู้ป่วยโรคด่างขาว. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2549.
|
