ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

บทบาทของการเปลี่ยนแปลงทางกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน และอิมมูโนพยาธิวิทยาของ epidermal Langerhans' cells ในผื่น pruritic papular eruption ในผู้ป่วยโรคเอดส์

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : บทบาทของการเปลี่ยนแปลงทางกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน และอิมมูโนพยาธิวิทยาของ epidermal Langerhans' cells ในผื่น pruritic papular eruption ในผู้ป่วยโรคเอดส์
นักวิจัย : สุนิดา ยุทธโยธิน
คำค้น : ผิวหนัง -- โรค , โรคเอดส์ -- ผู้ป่วย , วิทยาภูมิคุ้มกัน , จุลทรรศน์อิเล็กตรอน
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : วิวัฒน์ ก่อกิจ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
ปีพิมพ์ : 2540
อ้างอิง : 9746381504 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/12469
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาถึงบทบาทของ epidermal Langerhans' cell (LC) ในพยาธิกำเนิดของผื่น pruritic papular eruption (PPE) ที่พบร่วมกับการติดเชื้อ HIV โดยได้ทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านจำนวน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในและตรวจหาหลักฐานของเชื้อไวรัส HIV ภายในรวมทั้งรอบๆ เซลล์ชนิดนี้ในผิวหนังจากผื่น PPE ด้วยวิธีการทางอิมมูโนพยาธิวิทยาและกล้องจุลทรรศ์อิเลคตรอน ในผู้ป่วยจำนวน 20 ราย ซึ่งอยู่ในระยะ B3 9 ราย, C3 9 ราย, A3 และ B2 อย่างละ 1 ราย (แบ่งตามหลักเกณฑ์ของ CDC ในปี 2536) ทำการตัดชิ้นเนื้อบริเวณผื่น PPE จำนวน 2 ชิ้น โดยเลือกรอยโรคที่เกิดใหม่และรอยโรคเก่าร่วมกับผิวหนังปรกติบริเวณข้างเคียงจากผู้ป่วยรายเดียวกันอีก 1 ชิ้น เป็นกลุ่มควบคุม หลังจากนั้นแบ่งชิ้นแต่ละชิ้นออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกนำไปย้อมด้วย hematoxylin & eosin stain เพื่อตรวจดูพยาธิสภาพด้วยกล้องจุลทรรศน์ ส่วนที่สองนำไปศึกษาทางอิมมูโนพยาธิวิทยาด้วย avidin-biotin-peroxidase complex method ตรวจหา CD 1 a antigen เพื่อนับจำนวนของ epidermal LC และตรวจหา HIV core protein p 24 antigen เพื่อหาหลักฐานของเชื้อไวรัส HIV ส่วนที่สามนำไปตรวจดูรูปร่างลักษณะของ epidermal LC และตรวจหาเชื้อไวรัส HIV ภายในและรอบๆ เซลล์ดังกล่าวด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน ผลค่ามัธยฐานความหนาแน่นของ epidermal LC ในผื่น PPE ชนิดผื่นใหม่มีค่า 151.80 เซลล์/มม.2 สูงกว่าความหนาแน่นในผื่นเก่าและผิวหนังปรกติบริเวณข้างเคียงซึ่งมีค่า 108.95 เซลล์/มม2 และ 83.25 เซลล์-มม.2 ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ผลโดยใช้การทดสอบวิลคอกซันแบบอันดับที่มีเครื่องหมาย พบว่าความหนาแน่นของเซลล์ดังกล่าวในผิวหนังชั้นหนังกำพร้าจากผื่นใหม่มีค่าสูงกว่าผื่นเก่าและผิวหนังปรกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) สำหรับการศึกษาด้วยวิธีการเดียวกันตรวจไม่พบ HIV core protein p 24 antigen ในชิ้นเนื้อทุกชิ้นที่นำมาศึกษา ผลการศึกษาทางกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนพบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของ epidermal LC ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการทำลายเซลล์ทั้งในผื่น PPE และผิวหนังปกติ โดยไม่พบ HIV viral particles ภายในและรอบๆ เซลล์ชนิดนี้เลย การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของ epidermal LC ที่ตรวจพบด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน ในการศึกษานี้ เมื่อนำมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้การทดสอบแมคนีมาร์ พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดมีความสัมพันธ์กับการเกิดผื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเลย (P>0.05) จากผลการศึกษาทั้งหมดนี้ บ่งชี้ว่า ตัวเชื้อไวรัส HIV และการติดเชื้อของ epidermal LC รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนของเซลล์ดังกล่าวไม่น่าจะมีบทบาทสำคัญในพยาธิกำเนิดของผื่น PPE พยาธิกำเนิดของผื่นชนิดนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันในผิวหนังมากกว่าการติดเชื้อไวรัส HJV ในผิวหนังโดยตรง ซึ่งได้ตั้งสมมุติฐานของพยาธิกำเนิดของผื่น PPE ที่เกี่ยวข้องกับ Epidemal LC ไว้ดังนี้ "ในผิวหนังของผู้ป่วย HIV ที่พบผื่น PPE ร่วมด้วยนั้น น่าจะมีสิ่งแปลกปลอมบางอย่าง ซึ่งอาจเป็นสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกหรือจากภายในร่างกายเอง ทำหน้าที่เป็นปัจจัยเฉพาะที่กระตุ้นเซลล์ชนิดต่างๆ ในผิวหนังเช่น Keratinocyte หรือแม้แต่ epidemal LC เอง ให้มีการหลั่งของสาร (cytokines) ซึ่งทำหน้าที่เป็น LC chemoattractant ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมมีผลให้มีการเพิ่มจำนวนของ epiermal LC ในผิวหนังบริเวณนั้น นอกจากนี้ยังเชื่อว่า CD4+5+cell ซึ่งเป็นเซลล์ที่พบมากในผื่นชนิดนี้ น่าจะมีบทบาทในพยาธิกำเนิดของผื่นด้วย โดยในระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV ซึ่งมักพบผื่น PPE ร่วมด้วยนั้น เซลล์ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะมีการหลัง Th [subscript 1] cytokines รวมทั้ง IL-5 ซึ่งเป็น eosinophil chemotactic factor เพิ่มขึ้น เป็นผลให้มีการเพิ่มจำนวนของเซลล์ cosinophil ในผิวหนังบริเวณนั้น และจากผลของ cytokines ชนิดต่างๆ จากเซลล์อักเสบที่เพิ่มจำนวนขึ้นนี้เอง ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบของผิวหนังและเกิดผื่น PPE ในที่สุด" เพื่อยืนยันสมมุติฐานนี้ควรจะต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมอีกไม่ว่าจะเป็นการตรวจหาเชื้อไวรัส HIV ในผื่นด้วยวิธีการที่มีความไวและความจำเพาะสูงกว่า ตรวจหา cytokines ซึ่งคาดว่าน่าจะเกี่ยวข้อในปฏิกิริยานี้ทั้งหมด เช่น LC chemoattractant, eosinophil chemotactic factor, Th [subscript 1] cytokines รวมทั้งทำการศึกษาเพิ่มเติมในผู้ป่วยที่อยู่ในระยะอื่นๆ ของการติดเชื้อ HIV ด้วย ผลการศึกษาพบว่า พยาธิกำเนิดของผื่น PPE น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันภายในผิวหนังซึ่งมีผลให้มีการเพิ่มจำนวนของ epidermal LC, cosinophil และเซลล์อักเสบอื่นๆ ในผิวหนังบริเวณนั้น และจากผลของการเพิ่มขึ้นของเซลล์ดังกล่าวนี้ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบของผิวหนัง และเกิดผื่น PPE ในที่สุด ส่วนเชื้อไวรัส HIV การติดเชื้อไวรัส HIV ของ epidermal LC หรือการเปลี่ยนแปลงทางกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนที่ตรวจพบในเซลล์ดังกล่าวไม่น่าจะมีบทบาทสำคัญในพยาธิกำเนิดของผื่นชนิดนี้

บรรณานุกรม :
สุนิดา ยุทธโยธิน . (2540). บทบาทของการเปลี่ยนแปลงทางกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน และอิมมูโนพยาธิวิทยาของ epidermal Langerhans' cells ในผื่น pruritic papular eruption ในผู้ป่วยโรคเอดส์.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุนิดา ยุทธโยธิน . 2540. "บทบาทของการเปลี่ยนแปลงทางกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน และอิมมูโนพยาธิวิทยาของ epidermal Langerhans' cells ในผื่น pruritic papular eruption ในผู้ป่วยโรคเอดส์".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุนิดา ยุทธโยธิน . "บทบาทของการเปลี่ยนแปลงทางกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน และอิมมูโนพยาธิวิทยาของ epidermal Langerhans' cells ในผื่น pruritic papular eruption ในผู้ป่วยโรคเอดส์."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540. Print.
สุนิดา ยุทธโยธิน . บทบาทของการเปลี่ยนแปลงทางกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน และอิมมูโนพยาธิวิทยาของ epidermal Langerhans' cells ในผื่น pruritic papular eruption ในผู้ป่วยโรคเอดส์. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2540.