| ชื่อเรื่อง | : | การฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีช่วงคลื่นแคบแบบเฉพาะที่ร่วมกับ 0.1% 8-เม็ททอกซี่ซอราเลนในรูปครีมในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน |
| นักวิจัย | : | นพดล อมรภิญโญเกียรติ, 2521- |
| คำค้น | : | การรักษาด้วยรังสี , รังสีเหนือม่วง , โรคสะเก็ดเงิน -- การรักษา |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | ประวิตร อัศวานนท์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2548 |
| อ้างอิง | : | 9745327379 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/3779 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548 ความสำคัญและที่มาของการวิจัย: การรักษาโรคสะเก็ดเงินชนิด plaque ในปัจจุบันมีหลายวิธี การรักษาด้วยแสงอัลตราไวโอเลตบีในช่วงคลื่นแคบ เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลการรักษาดี ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้มีเครื่องฉายแสงแบบเฉพาะที่ ซึ่งมีผลโดยตรงกับผิวหนังเฉพาะบริเวณรอยโรค โดยไม่มีผลต่อผิวหนังปกติของร่างกายส่วนอื่นๆ จึงเหมาะที่จะใช้กับผู้ป่วยที่จำนวนรอยโรคไม่มากนัก ซอราเลนเป็นสารซึ่งทำให้ผิวหนังไวต่อแสงมากขึ้น โดยทั่วไปจะใช้ร่วมกับการฉายแสงอัลตราไวโอเลตเอแบบทั่วตัวในการรักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีรอยโรคจำนวนมาก การศึกษานี้จะใช้การฉายแสงอัลตราไวโอเลตบี ช่วงคลื่นแคบแบบเฉพาะที่ร่วมกับ 8-เม็ททอกซี่ซอราเลน ในรูปครีม ซึ่งเป็นการรักษาแบบเฉพาะที่ และคาดว่าจะให้ผลการรักษาที่ดีกว่าการรักษาด้วยการฉายแสงเพียงอย่างเดียว วัตถุประสงค์ในการวิจัย: เพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินด้วยการรักษา 2 วิธี คือ การฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีช่วงคลื่นแคบร่วมกับการใช้ยา 0.1% 8-เม็ททอกซี่ซอราเลน ในรูปครีม และการฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีช่วงคลื่นแคบเพียงอย่างเดียว โดยวัดจากจำนวนครั้งของการรักษาจนกระทั่งรอยโรคหาย ความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงของ PSI score ตลอดช่วงการรักษา และระยะเวลาที่รอยโรคกลับเป็นใหม่ วิธีการทำวิจัย : ได้ทำการศึกษาในผู้ป่วยจำนวน 10 คน ผู้ป่วยแต่ละคนจะถูกเลือกรอยโรค ตำแหน่งที่คล้ายคลึงกันในการรักษา โดยตำแหน่งหนึ่งจะได้รับการรักษาด้วยแสงอัลตราไวโอเลตในช่วงคลื่นแคบ ร่วมกับ 0.1% 8-เม็ททอกซี่ซอราเลน ในรูปครีม (โดยทายาก่อนฉายแสง 15 นาที) โดยจะทำการรักษาจนรอยโรคหาย (clearance) หรือไม่เกิน 12 ครั้งของการรักษา การประเมินผลทำโดยการให้คะแนน PSI score, การถ่ายรูปรอยโรค และติดตามหลังการรักษาเมื่อ 2, 4, 8, 12, 16, 20 และ 24 สัปดาห์หลังสิ้นสุดการรักษา หรือจนกระทั่ง PSI score กลับขึ้นมามากกว่าหรือเท่ากับ 50% ของตั้งต้น (relapse) ผลการวิจัย : จากจำนวนผู้ป่วยจำนวน 10 คนที่เข้าร่วมการวิจัย พบว่ามีผู้ป่วยที่รอยโรคหายจากการศึกษาโดยการฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีร่วมกับ 0.1% 8-เม็ททอกซี่ซอราเลน จำนวน 4 คน (40%) โดยจำนวนครั้งของการรักษาเฉลี่ยเท่ากับ 2.5 ครั้ง ผู้ป่วยที่รอยโรคหายจากการฉายแสงด้วยอัลตราไวโอเลตบีเพียงอย่างเดียวมี 3 คน (30%) โดยจำนวนครั้งของการรักษาโดยเฉลี่ยเท่ากับ 7.7 ครั้ง และพบว่า PSI score ตลอดช่วงการรักษาของรอยโรคที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีร่วมกับ 0.1% 8-เม็ททอกซี่ซอราเลน ลดลงมากกว่ารอยโรคที่ได้รับการรักษาด้วยแสงอัลตราไวโอเลตบีอย่างเดียว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(P = 0.005, paired-t-test) จากการติดตามรอยโรคหลังการรักษา มีรอยโรคที่หายจากการรักษาด้วยแสงอัลตราไวโอเลตบีเพียงอย่างเดียวในผู้ป่วย 3 ราย พบว่า มีระยะสงบของรอยโรคเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 สัปดาห์ และมีรอยโรคที่หายจากการรักษาด้วยแสงอัลตราไวโอเลตบีร่วมกับ 0.1% 8-เม็ททอกซี่ซอราเลนในผู้ป่วย 4 ราย พบว่ามีระยะสงบของรอยโรคเฉลี่ยเท่ากับ 7.00 สัปดาห์ สรุปผลการวิจัย : การฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีช่วงคลื่นแคบแบบเฉพาะที่ร่วมกับการใช้ยา 0.1% 8-เม็ททอกซี่ซอราเลนในรูปครีม มีประสิทธิผลในการรักษาโรคสะเก็ดเงินชนิด plaque มากกว่าการใช้แสงอัลตราไวโอเลตบีเพียงอย่างเดียว |
| บรรณานุกรม | : |
นพดล อมรภิญโญเกียรติ, 2521- . (2548). การฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีช่วงคลื่นแคบแบบเฉพาะที่ร่วมกับ 0.1% 8-เม็ททอกซี่ซอราเลนในรูปครีมในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นพดล อมรภิญโญเกียรติ, 2521- . 2548. "การฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีช่วงคลื่นแคบแบบเฉพาะที่ร่วมกับ 0.1% 8-เม็ททอกซี่ซอราเลนในรูปครีมในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นพดล อมรภิญโญเกียรติ, 2521- . "การฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีช่วงคลื่นแคบแบบเฉพาะที่ร่วมกับ 0.1% 8-เม็ททอกซี่ซอราเลนในรูปครีมในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548. Print. นพดล อมรภิญโญเกียรติ, 2521- . การฉายแสงอัลตราไวโอเลตบีช่วงคลื่นแคบแบบเฉพาะที่ร่วมกับ 0.1% 8-เม็ททอกซี่ซอราเลนในรูปครีมในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2548.
|
