ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ผลของยาเม็ทฟอร์มิน ต่อระดับพลาสมาโฮโมซิสเทอีนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ผลของยาเม็ทฟอร์มิน ต่อระดับพลาสมาโฮโมซิสเทอีนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน
นักวิจัย : วินิดา ศรีกุศลานุกูล
คำค้น : ยาเม็ทฟอร์มิน , พลาสมาโฮโมซิสเทอีน , ผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน , METFORMIN , PLASMA HOMOCYSTEINE , NIDDM
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2544
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=57257
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาแบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงผลของยาเม็ทฟอร์มิน ต่อระดับโฮโมซิสเทอีนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน (NIDDM) จำนวน 152 รายที่มีอายุระหว่าง 35 ถึง 65 ปี ณ แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมะการักษ์ จัวหวัดกาญจนบุรี ผู้ป่วยจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับยา เม็ทฟอร์มิน อย่างน้อย 6 เดือน จำนวน 88 ราย และกลุ่มที่ไม่เคยได้รับการรักษาด้วยยา เม็ทฟอร์มิน จำนวน 64 ราย หลังจากผู้ป่วยอดอาหาร 10-12 ชั่วโมงแล้วจะได้รับการเจาะเลือด เพื่อนำพลาสมาไปวิเคราะห์ระดับ โฮโมซิสเทอีนด้วยวิธี Fluorescence Polarization Immunoassay (FPIA) ด้วยเครื่อง IMX Analyzer และ ซีรั่มจะถูกนำไปวิเคราะห์หาระดับ Vitamin B12 และ Folic acid ด้วยวิธี Radioimmunoassay ผลจากการตรวจระดับ โฮโมซิสเทอีน พบว่าในกลุ่มผู้ใช้ยา เม็ทฟอร์มิน มีระดับ โฮโมซิสเทอีน 9.38 ไมโครโมล / ลิตร ในขณะที่กลุ่มผู้ที่ไม่เคยรับยา เม็ทฟอร์มินนี้มีค่าระดับ โฮโมซิสเทอีน 9.72 ไมโครโมล / ลิตร โดยที่ความแตกต่างนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.544) และพบว่าระดับ Vitamin B12 ในกลุ่มผู้ใช้ยา และไม่ใช้ยา เม็ทฟอร์มิน เป็น 285 พิโครกรัม / มิลลิลิตร และ 350 พิโครกรัม / มิลลิลิตร ตามลำดับซึ่งเป็นความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทาง สถิติ (p = 0.011) ในขณะที่ระดับ Folic acid ของ 2 กลุ่มเป็น 8.00 นาโนกรัม / มิลลิลิตร และ 7.05 นาโนกรัม / มิลลิลิตร ในกลุ่มของผู้ใช้ยา และไม่ใช้ยาเม็ทฟอร์มิน ตามลำดับ และเป็นความแตกต่างที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.090) ในการศึกษานี้ยังพบว่าระดับ โฮโมซิสเทอีน มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาและปริมาณการได้รับยา เม็ทฟอร์มิน อย่างมีนัยสำคัญ ที่ rho = 0.260 , p = 0.014 และ rho = 0.258 , p = 0.015 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าระดับ โฮโมซิสเทอีน ในเพศชายสูงกว่าในเพศหญิง และในหญิงที่หมดประจำเดือนจะสูงกว่าหญิงที่ยังไม่หมดประจำเดือน และยังพบว่าระดับ โฮโมซิสเทอีน มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ กับ อายุ Scrum Creatinine, Serum Cholesterol. Serum triglyceride และ Systolic Blood Pressure และมีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญกับระดับ Vitamin B12 และ Folic acid และเมื่อทำการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุพบว่า serum creatinine, อายุ, ระดับ Folic acid และระดับ Vitamin B12 เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของระดับพลาสมาโฮโมซิสเทอีน ตามลำดับที่ค่า R(2) = 0.38 ถึงแม้ว่าการศึกษานี้ไม่สามารถแสดงถึงผลของการใช้ยาเม็ทฟอร์มิน ต่อระดับพลาสมาโฮโมซิสเทอีน แต่พบว่าการใช้ยาในระยะเวลายาวนานทำให้ระดับ Vitamin B12 ลดลง จึงเสนอแนะให้มีการเสริม Vitamin B12 ขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวันในผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยา เม็ทฟอร์มินซึ่งจะเป็นการลดระดับ ของพลาสมาโฮโมซิสเทอีน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคทางระบบหลอดเลือด และหัวใจ

บรรณานุกรม :
วินิดา ศรีกุศลานุกูล . (2544). ผลของยาเม็ทฟอร์มิน ต่อระดับพลาสมาโฮโมซิสเทอีนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
วินิดา ศรีกุศลานุกูล . 2544. "ผลของยาเม็ทฟอร์มิน ต่อระดับพลาสมาโฮโมซิสเทอีนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
วินิดา ศรีกุศลานุกูล . "ผลของยาเม็ทฟอร์มิน ต่อระดับพลาสมาโฮโมซิสเทอีนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2544. Print.
วินิดา ศรีกุศลานุกูล . ผลของยาเม็ทฟอร์มิน ต่อระดับพลาสมาโฮโมซิสเทอีนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2544.