ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่เพื่อตรวจความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่เพื่อตรวจความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา
นักวิจัย : พีรชัย จรัสเจริญวิทยา
คำค้น : NEW LEADS SIGNAL AVERAGED ECG , BRUGADA SYNDROME
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2544
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082544000711
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

~uวัตถุประสงค์~u เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความไวของการใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่ในการตรวจหาความผิดปกติของ SAECG เปรียบเทียบกับตำแหน่งมาตรฐานในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา ~uวิธีการวิจัย~u ตรวจหาความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จโดยใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่โดยวางขั้ว X+, X-, Z+, Z- บนช่องระหว่างซี่โครงที่ 3 และ 2 เปรียบเทียบกับตำแหน่งขั้วมาตรฐานบนช่องระหว่างซี่โครงที่ 4ทำซ้ำทุก 3 เดือน รวมทั้งหมด 3 ครั้งใน ผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดาและทำในคนสุขภาพแข็งแรง 10 คน ผลที่ได้จากการวิเคราะห์โดยคอมพิวเตอร์มี 3 ตัวแปรคือ (1) ระยะเวลาของ filtered QRS complex (2) ระยะเวลาของ low amplitude signal (3) ค่าsquare root ค่าเฉลี่ยของค่ายกกำลังสองของสัญญาณที่ 40 ms สุดท้ายของ QRS complex(RMS40) ซึ่งนำไปใช้แปลผลความผิดปกติของ late potentials ~uผลการวิจัย~u ผลของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดาในตำแหน่งขั้วใหม่บนช่องระหว่างซี่โครงที่ 2 พบ RMS 40 มีค่าลดลงมากกว่าตำแหน่งมาตรฐาน (21.8(+,ฑ)18.56 microvolt vs 26.57(+,ฑ)23.87 microvolt, P=0.004)ขณะที่ในกลุ่มควบคุมพบ LASD มีการเพิ่มขึ้นในช่องระหว่างซี่โครงที่ 3 เปรียบเทียบกับตำแหน่งมาตรฐาน (28.2(+,ฑ)6.5 ms VS 263(+,ฑ)6.3 ms, P=0.025) และ RMS 40 มีค่าลดลงมากกว่าที่ตำแหน่งขั้วใหม่บนช่องระหว่างซี่โครงที่ 3(45.3(+,ฑ)16.89 microvoltvs 55.3(+,ฑ)18.52 microvolt,P=0.004) แต่เมื่อเปรียบเทียบตัวแปรของ late potentialsระหว่างกลุ่มอาการบรูกาดากับกลุ่มควบคุมส่วนใหญ่ไม่มีความแตกต่างกันยกเว้นค่า fQRS(P=0.04) และผลของ late potentials ในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดาบนตำแหน่งขั้วมาตรฐานได้ผลบวก 21 ใน 30 ครั้ง (70%) เทียบกับตำแหน่งขั้วใหม่บนช่องระหว่างซี่โครงที่ 3ได้ผลบวก 20 ใน 30 ครั้ง (66.6%)(P=0.69) และช่องระหว่างซี่โครงที่ 2 ได้ผลบวก 22ใน 30 ครั้ง (73.3%)(P=0.69) ผลของ late potentials ในกลุ่มควบคุมได้ผลลบทุกราย ~uสรุป~u ในตำแหน่งขั้วไฟฟ้าบนช่องระหว่างซี่โครงที่สูงขึ้นจากมาตรฐานพบว่าไม่มีผลโดยรวมต่อ late potentials ในทั้ง 2 กลุ่ม เพราะฉะนั้นการเลื่อนตำแหน่งขั้วใหม่ของการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดาจึงไม่สามารถเพิ่มความไวในการตรวจพบความผิดปกติได้มากกว่าตำแหน่งมาตรฐาน

บรรณานุกรม :
พีรชัย จรัสเจริญวิทยา . (2544). การใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่เพื่อตรวจความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
พีรชัย จรัสเจริญวิทยา . 2544. "การใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่เพื่อตรวจความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
พีรชัย จรัสเจริญวิทยา . "การใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่เพื่อตรวจความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2544. Print.
พีรชัย จรัสเจริญวิทยา . การใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่เพื่อตรวจความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2544.