ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่เพื่อตรวจความผิดปกติ ของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่เพื่อตรวจความผิดปกติ ของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา
นักวิจัย : พีรชัย จรัสเจริญวิทยา
คำค้น : กลุ่มอาการบรูกาดา , การบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ , ระบบหัวใจและหลอดเลือด -- โรค
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ถาวร สุทธิไชยากุล , สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2544
อ้างอิง : 9740314538 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/9752
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความไวของการใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่ในการตรวจหาความผิดปกติของ SAECG เปรียบเทียบความไวของการใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่ในการตรวจหาความผิดปกติของ SAECG เปรียบเทียบกับตำแหน่งมาตรฐานในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา วิธีการวิจัย: ตรวจหาความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จโดยใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่โดยวางขั้ว x+, X-, Z+, Z- บนช่องระหว่างซี่โครงที่ 3 และ 2 เปรียบเทียบกับตำแหน่งขั้วมาตรฐานบนช่องระหว่างซี่โครงที่ 4 ทำซ้ำทุก 3 เดือน รวมทั้งหมด 3 ครั้งใน ผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดาและทำในคนสุขภาพแข็งแรง 10 คน ผลที่ได้จากการวิเคราะห์โดยคอมพิวเตอร์มี 3 ตัวแปรคือ (1) ระยะเวลาของ filtered QRS complex (2) ระยะเวลาของ low amplitude signal (3) ค่า square root ค่าเฉลี่ยของค่ายกกำลังสองของสัญญาณที่ 40 ms สุดท้ายของ QRS complex (RMS40) ซึ่งนำไปใช้แปลผลความผิดปกติของ late potentials ผลการวิจัย: ผลของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดาในตำแหน่งขั้วใหม่บนช่องระหว่างซี่โครงที่ 2 พบ RMS 40 มีค่าลดลงมากกว่าตำแหน่งมาตรฐาน (21.8+18.56 microvolt vs 26.57+23.87 microvolt, P=0.004) ขณะที่ในกลุ่มควบคุมพบ LASD มีการเพิ่มขึ้นในช่องระหว่างซี่โครงที่ 3 เปรียบเทียบกับตำแหน่งมาตรฐาน (28.2+6.5 ms VS 263.+6.3 ms, P=0.025) และ RMS 40 มีค่าลดลงมากกว่าที่ตำแหน่งขั้วใหม่บนช่องระหว่างซึ่โครงที่ 3 (45.3+16.89 microvolt vs 55.3+18.52 microvolt, P=0.004) แต่เมื่อเปรียบเทียบตัวแปรของ late potentials ระหว่างกลุ่มอาการบรูกาดากับกลุ่มควบคุมส่วนใหญ่ไม่มีความแตกต่างกันยกเว้นค่า fQRS(P=0.004) และผลของ late potentials ในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดาบนตำแหน่งขั้วมาตรฐานได้ผลบวก 21 ใน 30 ครั้ง (70%) เทียบกับตำแหน่งขั้วใหม่บนช่องระหว่าง ซี่โครงที่ 3 ได้ผลบวก 20 ใน 30 ครั้ง (66.6%)(P=0.69) และช่องระหว่าง ซี่โครงที่ 2 ได้ผลบวก 22 ใน 30ครั้ง (73.3%)(P=0.69) ผลของ late potentials .นกลุ่มควบคุมได้ผลลบทุกราย สรุป: ในตำแหน่งขั้วไฟฟ้าบนช่องระหว่างซี่โครงที่สูงขึ้นจากมาตรฐานพบว่าไม่มีผลโดยรวมต่อ late potentials ในทั้ง 2 กลุ่ม เพราะฉะนั้นการเลื่อนตำแหน่งขั้วใหม่ของการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดาจึงไม่สามารถเพิ่มความไวในการตรวจพบความผิดปกติได้มากกว่าตำแหน่งมาตรฐาน

บรรณานุกรม :
พีรชัย จรัสเจริญวิทยา . (2544). การใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่เพื่อตรวจความผิดปกติ ของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พีรชัย จรัสเจริญวิทยา . 2544. "การใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่เพื่อตรวจความผิดปกติ ของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พีรชัย จรัสเจริญวิทยา . "การใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่เพื่อตรวจความผิดปกติ ของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544. Print.
พีรชัย จรัสเจริญวิทยา . การใช้ตำแหน่งขั้วการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใหม่เพื่อตรวจความผิดปกติ ของคลื่นไฟฟ้าหัวใจซิกแนลแอฟเวเร็จในผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดา. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2544.