ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

บทบาทของรัฐสภาไทยในตรากฎหมาย : ศึกษากระบวนการนิติบัญญัติไทยในระหว่าง14 ตุลาคม 2516 ถึง 19 มีนาคม 2526

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : บทบาทของรัฐสภาไทยในตรากฎหมาย : ศึกษากระบวนการนิติบัญญัติไทยในระหว่าง14 ตุลาคม 2516 ถึง 19 มีนาคม 2526
นักวิจัย : สมเกียรติ ลิ้มเทียมเจริญ
คำค้น : THAI PARLIAMENT , LEGISLATIVE PROCESS , 1973-1983
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2541
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082541000446
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาถึงบทบาทของรัฐสภาไทยในการตรากฎหมาย โดยได้ศึกษาถึงกระบวนการในการนำเสนอ การพิจารณา และอนุมัติกฎหมาย ตลอดจนศึกษาถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการตรากฎหมายที่ออกมาบังคับใช้ในระหว่าง 14 ตุลาคม2516 ถึง 19 มีนาคม 2526 โดยเริ่มตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงวันที่ 19 มีนาคม 2526 ซึ่งเป็นวันที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎร ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการตรากฎหมายของรัฐสภาไทยในระหว่าง 14 ตุลาคม2516 ถึง 19 มีนาคม 2526 ขึ้นอยู่กับบริบททางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในขณะนั้น โดยบริบททางด้านการเมืองและสังคมมีอิทธิพลสูงในช่วงระหว่าง 14 ตุลาคม2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 และบริบททางด้านการเมืองมีอิทธิพลสูงมากภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จนกระทั่งหลังการเลือกตั้งในปี 2522 จึงมีอิทธิพลลดน้อยลงในขณะที่บริบททางด้านเศรษฐกิจเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นหลังจากพลเอกเปรมติณสูลานนท์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอีกหลายประการที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตรากฎหมายในช่วงเวลาดังกล่าว โดยกลุ่มข้าราชการเทคโนแครต (Technocrat) ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ชำนาญการ มีบทบาทมากต่อสภาที่มาจากการแต่งตั้ง และวุฒิสภา ในขณะที่พรรคการเมือง สมาชิกสภาและกลุ่มผลประโยชน์จะมีบทบาทต่อสภาผู้แทนราษฎร สำหรับรัฐต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาทในช่วงที่มีการกู้ยืมเงินมาใช้ในการบริหารประเทศ โครงสร้างอำนาจทางการเมืองและกระบวนการในการตัดสินใจของฝ่ายนิติบัญญัติมีความผันผวนไปตามบริบททางด้านการเมือง โดยหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 กระบวนการตัดสินใจของสมาชิกสภามีความเป็นอิสระเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีการออกกฎหมายเพื่อการพัฒนาสังคมมากขึ้น แต่ทหารก็ได้ใช้กำลังเข้าทำการรัฐประการยึดอำนาจการปกครอง และกำหนดกลไกในการตรากฎหมายให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจครอบงำรัฐสภา ทำให้ช่วงภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กฎหมายที่ตราออกมาจึงมีลักษณะที่เป็นการขยายฐานอำนาจของทางราชการ อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติราชการและสนองนโยบายของรัฐบาลมากกว่าจะออกมาเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของสังคม ซึ่งถึงแม้ว่าฝ่ายทหารจะยินยอมให้มีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งในเวลาต่อมาแต่ก็ยังคงอำนาจของตนเองไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 โดยใช้วุฒิสภาคานอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร ในการออกกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้กฎหมายที่ตราออกมามีเนื้อหาและวัตถุประสงค์เป็นไปตามที่ฝ่ายบริหารต้องการ การศึกษานี้ทำให้ทราบถึงพฤติกรรมและบทบาทของรัฐสภาในการออกกฎหมายในอดีตซึ่งสามารถนำข้อบกพร่องมาแก้ไขและปรับปรุงใช้กับรัฐสภาในปัจจุบัน เพื่อให้เป็นสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

บรรณานุกรม :
สมเกียรติ ลิ้มเทียมเจริญ . (2541). บทบาทของรัฐสภาไทยในตรากฎหมาย : ศึกษากระบวนการนิติบัญญัติไทยในระหว่าง14 ตุลาคม 2516 ถึง 19 มีนาคม 2526.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สมเกียรติ ลิ้มเทียมเจริญ . 2541. "บทบาทของรัฐสภาไทยในตรากฎหมาย : ศึกษากระบวนการนิติบัญญัติไทยในระหว่าง14 ตุลาคม 2516 ถึง 19 มีนาคม 2526".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
สมเกียรติ ลิ้มเทียมเจริญ . "บทบาทของรัฐสภาไทยในตรากฎหมาย : ศึกษากระบวนการนิติบัญญัติไทยในระหว่าง14 ตุลาคม 2516 ถึง 19 มีนาคม 2526."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2541. Print.
สมเกียรติ ลิ้มเทียมเจริญ . บทบาทของรัฐสภาไทยในตรากฎหมาย : ศึกษากระบวนการนิติบัญญัติไทยในระหว่าง14 ตุลาคม 2516 ถึง 19 มีนาคม 2526. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2541.