| ชื่อเรื่อง | : | มนุษย์ตามทรรศนะของพุทธปรัชญา |
| นักวิจัย | : | วนิดา ธนศุภานุเวช |
| คำค้น | : | มนุษย์ , พุทธปรัชญา |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | สุนทร ณ รังษี , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย |
| ปีพิมพ์ | : | 2523 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/18086 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (อ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2523 วิทยานิพนธ์นี้ตั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อให้ทราบชัดว่า 1. พุทธปรัชญาได้กล่าวถึงฐานะของมนุษย์ในธรรมชาติไว้อย่างไร 2. พุทธปรัชญาได้กล่าวถึงองค์ประกอบทางด้านกายภาพและจิตภาพของมนุษย์ไว้อย่างไร 3. พุทธปรัชญาได้พูดถึงมนุษย์ในฐานะสมาชิกของสังคมไว้อย่างไร 4. จุดมุ่งหมายปลายทางของมนุษย์ตามทรรศนะของพุทธปรัชญาเป็นอย่างไร การวิจัยนี้มีสมมติฐานว่าพุทธปรัชญามีจุดสนใจอยู่ที่มนุษย์ ย่อมได้กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ไว้อย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม บทที่ 2 ของวิทยานิพนธ์นี้แสดงให้เห็นว่าพุทธปรัชญาเริ่มด้วยการพิจารณาธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์เท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน โดยไม่สนใจที่แสวงหาคำตอบทางอภิปรัชญาเกี่ยวกับความเป็นมาของมนุษย์ก่อนหน้านี้ เกินความจำเป็นที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดับทุกข์อันเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคนตามทรรศนะของพุทธปรัชญา บทที่ 3 เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบของมนุษย์ตามทรรศนะพุทธปรัชญาพบว่ามนุษย์ประกอบด้วยธรรมชาติที่แตกต่างกัน 2 ส่วน คือ นามรูปหรือจิตและกายซึ่งต่างและก็อิงอาศัยซึ่งกันและกัน แม้ว่าพุทธปรัชญาจะมีแนวโน้มที่ให้ความสำคัญแก่จิตมากกว่ากาย ทำนองมีใจเป็นนายเป็นบ่าว แต่จิตก็ต้องมีกายเป็นที่อาศัยและที่แสดงออก ในขณะเดียวกันกายก็ไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าปราศจากจิต เพราะจิตเป็นสมุฐานที่ยังให้กายเกิดและให้คุณค่าแก่กาย ทั้งกายและจิตเมื่อวิเคราะห์ให้ถึงที่สุดล้วนมีธรรมชาติเป็นสังขตะ คือเป็นสิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ หรืออีกนัยหนึ่งเป็นสิ่งที่มีองค์ประกอบทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อแยกองค์ประกอบเหล่านี้ออกจากกันทั้งหมด ก็จะไม่พบตัวตนของมนุษย์เหลืออยู่ โดยสภาพความเป็นจริงสูงสุดหรือโดยสภาพปรมัตถ์ มนุษย์มีสภาพเป็นอนัตตา คือไม่มีอยู่อย่างแท้จริง คำว่า “มนุษย์” ที่เรียกขานกันจึงเป็นเพียงคำสมมติที่บัญญัติกันขึ้น เพื่อใช้เรียกสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งมีธรรมชาติเกิดดับตามแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่ง บทที่ 4 เป็นการวิเคราะห์ธรรมชาติหรือสถานะภาพของมนุษย์ตามทรรศนะพุทธปรัชญา จากการวิเคราะห์พบว่าชีวิตมนุษย์ตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์เช่นเดียวกับสรรพสิ่งทั้งปวง จึงมีสภาวะที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ต้องเปลี่ยนแปลงแปรปรวนอยู่เสมอไม่มีตัวตนที่มนุษย์จะยึดถือครอบครองว่าเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง แต่มนุษย์มักหลงผิดยึดมั่นเอาร่างกาย อารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นและเป็นไปตามหลักแห่งเหตุและผล หรือหลักปฏิจจสมุปบาทว่าเป็นตัวตนของตัว เมื่อชีวิตไม่เป็นไปตามความหวังความปรารถนาของตน เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจที่ตนจะควบคุมไว้ได้ ก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ประการต่างๆ ตามหลักอริยสัจ 4 พุทธปรัชญาก็ชี้ให้เห็นว่า ชีวิตนี้เป็นทุกข์ แต่ถ้ามนุษย์ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ การดับทุกข์ย่อมเป็นไปได้ โดยการดับเหตุแห่งทุกข์นั้นเสีย พุทธปรัชญามีทรรศนะว่า มนุษย์เป็นผู้ลิขิตชีวิตของตนเอง เป็นกรรมลิขิตซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรม หาใช่พรมลิขิตหรือการบันดาลของอำนาจลึกลับหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรภายนอกไม่ ภายใต้กฎแห่งกรรมมนุษย์ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพและเสมอภาคในการเลือกวิถีชีวิตของตนเอง มนุษย์ทุกคนจึงต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเองโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง การที่มนุษย์ประกอบแต่กรรมดีจึงเป็นการสร้างเงื่อนไขสำหรับชีวิตที่ดีในอนาคต บทที่ 5 เป็นการวิเคราะห์ทรรศนะของพุทธปรัชญาเกี่ยวกับการดำรำชีวิตในสังคมมนุษย์ พุทธปรัชญาได้เสนอหลักธรรมต่างๆ ไว้พร้อม สำหรับมนุษย์ยึดถือปฏิบัติในการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลในฐานะต่างๆ ในสังคมโดยรอบ โดยเริ่มจากตัวเอง ความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัวและกับผู้อื่นในสังคม กล่าวได้ว่าหลักคำสอนทั้งหมดในพุทธศาสนาเป็นเครื่องยังให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความสงบสุขทั้งสิ้น บทที่ 6 เป็นการวิเคราะห์จุดหมายปลายทางของมนุษย์ตามทรรศนะพุทธปรัชญา พบว่ามนุษย์ ควรมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่การหลุดพ้นจากความทุกข์ พุทธปรัชญาได้วางแนวทางแห่งการเอาชนะตัวเอง เพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ไว้อย่างเป็นขั้นตอนจากข้อปฏิบัติอย่างง่ายๆ เริ่มจากการควบคุมทางกายซึ่งเป็นชั้นหยาบ จนถึงการควบคุมทางจิตในขั้นละเอียดอ่อน ผู้ที่ปฏิบัติตัวไปตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้อย่างเคร่งครัด ย่อมบรรลุถึงจุดหมาย คือความหลุดพ้นจากความทุกข์ได้เท่าเทียมกันทุกคน กล่าวโดยสรุป ตามทรรศนะของพุทธปรัชญา มนุษย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปในธรรมชาติเช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไร้ชีวิต มนุษย์จึงอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติอันได้แก่กฎแห่งเหตุและผลเช่นเดียวกับสิ่งทั้งปวงในสากลจักรวาล แต่มนุษย์มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากสัตว์โลกอื่นๆ ตรงที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูง สามารถใช้สติปัญญาเป็นเครื่องนำทางในการดำรงชีพอยู่ในโลกได้ดีกว่าสัตว์ชนิดอื่นทุกประเภท พุทธปรัชญาถือว่ามนุษย์เป็นผู้กำหนดวิถีและสภาพชีวิตของตนด้วยกรรมหรือการกระทำของตนเอง มนุษย์จะดีชั่วตกต่ำหรือสูงส่งอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเองทั้งสิ้น ยิ่งกว่านั้น พุทธปรัชญายังถือว่า แม้มนุษย์จะตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ แต่ก็สามารถพัฒนาตนเองให้หลุดพ้นไปจากวัฏฏะแห่งกฎธรรมชาติได้ โดยการทำลายอวิชชาหรือความหลงผิดให้หมดไป เมื่อสามารถขจัดอวิชชาได้หมดทั้งสิ้นแล้วบุคคลจะเข้าถึงภาวะเหนือธรรมและดำรงอยู่ในภาวะนั้นตลอดไป ซึ่งพุทธปรัชญาเรียกว่าการเข้าถึง “นิพพาน” |
| บรรณานุกรม | : |
วนิดา ธนศุภานุเวช . (2523). มนุษย์ตามทรรศนะของพุทธปรัชญา.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วนิดา ธนศุภานุเวช . 2523. "มนุษย์ตามทรรศนะของพุทธปรัชญา".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วนิดา ธนศุภานุเวช . "มนุษย์ตามทรรศนะของพุทธปรัชญา."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2523. Print. วนิดา ธนศุภานุเวช . มนุษย์ตามทรรศนะของพุทธปรัชญา. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2523.
|
