| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาเชิงวิเคราะห์ "สัจจะ" ในพุทธปรัชญาฝ่ายเถรวาท |
| นักวิจัย | : | ลัลนา อัศวรุ่งนิรันดร์ |
| คำค้น | : | ความจริงและความเท็จ , พุทธปรัชญา |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | สุนทร ณ รังษี , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย |
| ปีพิมพ์ | : | 2527 |
| อ้างอิง | : | 9745638838 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/17649 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (อ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527 วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาวิเคราะห์ เรื่องสัจจะในพุทธปรัชญาฝ่ายเถรวาท เพื่อให้ทราบที่มาและความหมายตลอดจนรายละเอียดของเรื่องสัจจะนี้อันจะนำมาซึ่งความเข้าใจที่จะคลี่คลายปัญหาอันเกิดจากการเข้าใจผิดที่คิดว่าคำสอนของพุทธปรัชญามีความขัดแย้งในตัวเอง จากการวิจัยพบว่าพุทธปรัชญาฝ่ายเถรวาทมีทรรศนะในเรื่องสัจจะหรือความจริงอยู่ 2 ทรรศนะ คือความจริงในระดับปรมัตถ์ ซึ่งเรียกว่าปรมัตถ์สัจจะ และความจริงในระดับสมมติ ซึ่งเรียกว่า สมมติสัจจะ ปรมัตถ์สัจจะเป็นเรื่องของความจริงตามธรรมชาติของสภาวธรรมแท้ๆ ของสิ่งทั้งปวง อันได้แก่รูปธรรมและนามธรรม ซึ่งแยกย่อยเป็น จิต เจตสิก รูป นิพพาน ความจริงระดับนี้มิได้ขึ้นอยู่การรับรู้หรือการกำหนดของมนุษย์ ไม่ว่าจะมีผู้ใดเข้าไปรับรู้ความจริงนี้หรือไม่ก็ตาม ความจริงนี้ก็ยังคงมีอยู่และเป็นจริงตามสภาวะเช่นนั้นตลอดไป ส่วนสมมติสัจจะเป็นความจริงที่มีรากฐานอยู่บนการกำหนดสมมติของมนุษย์ จึงเปลี่ยนแปลงและถูกยกเลิกได้ การกำหนดสมมตินี้ก็คือการสร้างระบบภาษาขึ้นเพื่อใช้เรียกใช้สมมติสิ่งต่างๆ ตลอดจนเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ มนุษย์สามารถสื่อสารความหมายซึ่งกันและกันได้ โดยอาศัยหลักการสร้างนามบัญญัติที่แฝงความหมายคืออรรถบัญญัติไว้ ทั้งนามบัญญัติและอรรถบัญญัติจึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องและต้องประกอบอยู่ด้วยกัน จึงทำให้เกิดเป็นภาษาที่สามารถนำมาใช้สื่อความหมายได้สมบูรณ์ ทั้งปรมัตถสัจจะ และสมมติสัจจะเป็นความจริงที่ต้องอิงอาศัยกัน กล่าวคือปรมัตถสัจจะเป็นความจริงที่ยืนอยู่เป็นแกนมีสารัตถะของความจริงอยู่ในตัวเอง แต่การอธิบายความจริงนั้นจะกระทำได้โดยผ่านทางภาษาซึ่งเป็นสมมติสัจจะ และในทำนองเดียวกันสมมติสัจจะเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นไม่มีสาระ แห่งความเป็นจริงในตัวเอง แต่กลุ่มสมมติลงบนสิ่งซึ่งเป็นปรมัตถสัจจะความจริงแท้ที่อยู่เบื้องหลังความจริงในระดับสมมติก็คือความจริงในระดับปรมัตถ์ ดังนั้นพุทธปรัชญาจึงมีคำสอนที่สอดคล้องกับความจริง 2 ระดับนี้ เพื่อให้มนุษย์ยึดเป็นหลักปฏิบัติคือ โลกกุตตารธรรม และ โลกียธรรม โลกุตตรธรรมเป็นหลักธรรมคำสอนที่มุ่งหมายสู่ความหลุดพ้น ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจในปรมัตถสัจจะเป็นอย่างดี และปฏิบัติหลักการที่ทรงแนะนำไว้คือ มรรคมีองค์แปด ส่วนโลกียธรรม เป็นหลักธรรมการสั่งสอนที่แนะนำประโยชน์เพื่อการดำรงชีพในโลกสังคมอย่างมีความสุข เมื่อศึกษาและทำความเข้าใจกับเรื่องสัจจะนี้อย่างลึกซึ้งเพียงพอแล้วจะพบว่า ความจริงทั้ง 2 ระดับนี้มิได้มีความขัดแย้งกันแต่ประการใด แต่กับมีความประสานสอดคล้องและประกอบอยู่ด้วยกัน เสมือนการมองสิ่งเดียวกันแต่มองจากแง่มุมที่ต่างกัน และทำให้เกิดความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพุทธปรัชญาทั้งระบบได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย. |
| บรรณานุกรม | : |
ลัลนา อัศวรุ่งนิรันดร์ . (2527). การศึกษาเชิงวิเคราะห์ "สัจจะ" ในพุทธปรัชญาฝ่ายเถรวาท.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ลัลนา อัศวรุ่งนิรันดร์ . 2527. "การศึกษาเชิงวิเคราะห์ "สัจจะ" ในพุทธปรัชญาฝ่ายเถรวาท".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ลัลนา อัศวรุ่งนิรันดร์ . "การศึกษาเชิงวิเคราะห์ "สัจจะ" ในพุทธปรัชญาฝ่ายเถรวาท."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2527. Print. ลัลนา อัศวรุ่งนิรันดร์ . การศึกษาเชิงวิเคราะห์ "สัจจะ" ในพุทธปรัชญาฝ่ายเถรวาท. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2527.
|
