| ชื่อเรื่อง | : | ไวยากรณ์ภาษาเกียลทัง ภาษาทิเบตในยูนนาน |
| นักวิจัย | : | กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ |
| คำค้น | : | ภาษาทิเบตในยูนนาน , ภาษาเกียลทัง , ไวยากรณ์ |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2542 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RSA3880012 , http://research.trf.or.th/node/4513 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะวิเคราะห์ระบบไวยากรณ์ของภาษาเกียลทัง ซึ่งเป็นภาษาถิ่น ของทิเบตตะวันออกเฉียงใต้ (คาม) ที่พูดในเมืองจงเตี้ยนในเขตปกครองตนเองเตเชน มณฑลยูน นาน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยวิเคราะห์ลักษณะทางไวยากรณ์ที่เป็นพื้นฐานของระบบหน่วย คำ-ไวยากรณ์ (morpho-syntax) ของภาษาทิเบตสามลักษณะ ได้แก่ การลงสาธกการก (ergativity) การแสดงแหล่งที่มาของความรู้ (evidentiality) และการลงวิภัตติปัจจัยตามบุรุษ (person marking) ลักษณะเหล่านี้น่าสนใจต่อการศึกษาเนื่องจากเป็นแก่นของไวยากรณ์ภาษาทิเบตและเป็นสิ่งที่เชื่อ กันว่าเป็นพัฒนาการใหม่ในภาษาทิเบตจากหลักฐานที่พบในภาษาถิ่นลาซา และภาษาถิ่นกลาง มีคำถามสองข้อที่ผู้วิจัยตอบในงานนี้ ได้แก่ (1) ถ้าลักษณะเหล่านี้เป็นพัฒนาการใหม่ใน ภาษาทิเบตถิ่นลาซาและถิ่นกลาง เราจะพบลักษณะเหล่านี้ในภาษาคามซึ่งเป็นภาษาที่พูดในเขตที่ มีการสัมผัสกับภาษาอื่นสูงหรือไม่ การสัมผัสภาษาที่พูดถึงนี้ คือการสัมผัสระหว่างภาษา ทิเบตกับ ภาษาจีนและภาษาในตระกูลทิเบตพม่า เช่น น่าชี หยี และ ผูหมี (2) ลักษณะเหล่านี้มีรูปแบบแตก ต่างจากลักษณะเดียวกันที่พบในภาษาถิ่นลาซาและถิ่นกลางอย่างไร คำตอบของคำถามสองข้อนี้จะ ก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเชิงทฤษฎีพัฒนาการของปรากฎการณ์ไวยากรณ์เหล่านี้ทั้งใน ภาษาทิเบตและภาษาอื่นๆ วัตถุประสงค์ของโครงการมีดังนี้ 1. เพื่อพรรณาระบบเสียง ระบบหน่วยคำ และระบบไวยากรณ์ภาษาเกียลทัง 2. เพื่อวิเคราะห์ระบบการลงสาธกการก การแสดงแหล่งที่มาของความรู้ การลง วิภัตติปัจจัยตามบุรุษ 3. เพื่อเก็บรวบรวมรายการศัพท์ภาษาเกียลทัง 4. เพื่อเก็บข้อมูลในรูปบทสนทนาและเรื่องเล่าในภาษาเกียลทัง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ วิธีการวิจัยภาคสนาม ได้แก่ การซักถามผู้ให้คำปรึกษา ทางด้านภาษาซึ่งเป็นเจ้าของภาษาที่พูดภาษาลาซาได้ (ภาษานี้เป็นภาษาที่ผู้วิจัยใช้ในการซักถาม) การสัมภาษณ์ผู้บอกภาษาโดยมีล่ามคนจีนและคนทิเบตช่วย การเข้าร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรม และการเก็บข้อมูลที่เป็นเรื่องเล่าและบทสนทนา แบบสอบถามที่นำมาใช้ในการวิจัย ได้แก่ คาล์มซี (Matisoff, 1978) และบูกิโอและธอมัส (1992) สำหรับการเก็บข้อมูลในระดับคำและระดับประโยค ตามลำดับ และแบบสอบถามที่ผู้วิจัยคิดขึ้นเองในการเก็บข้อมูลทางไวยากรณ์ นอกจากนี้ผู้วิจัยยัง ขอให้ผู้บอกภาษาแต่งประโยคจากคำศัพท์ วิธีการนี้ทำให้ผู้วิจัยได้ตัวอย่างประโยคที่เป็นสิ่งที่ผู้บอก ภาษาใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน และได้ข้อมูลที่สะท้อนวัฒนธรรมของคนเกียลทังซึ่งอยู่ในรูปของ บทเพลง คำพังเพย และชื่อเฉพาะ เป็นต้น ผลการวิจัยสำคัญสรุปได้ดังนี้ ลักษณะทางไวยากรณ์ที่ต้องการศึกษาทั้งสามลักษณะพบใน ภาษาเกียลทัง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับที่พบในภาษาลาซา มีความซับซ้อนกว่ามาก กริยาช่วยที่ แสดงแหล่งที่มาของความรู้และวิภัตติปัจจัยตามบุรุษมีถึง 22 รูป ในขณะที่ภาษาลาซามีประมาณ 10 รูป กริยาเหล่านี้แบ่งเป็นประเภทต่างๆ ที่ขัดแย้งกัน เช่น ความรู้เก่าหรือความรู้ใหม่ ประธาน เป็นบุรุษที่หนึ่งหรือไม่ ประธานมีเจตนาในการกระทำเหตุการณ์หรือไม่ ประธานสามารถควบคุมการ กระทำได้หรือไม่ เหตุการณ์ที่พูดถึงเสร็จสมบูรณ์แล้วหรือกำลังดำเนินอยู่หรือจะเกิดในอนาคต ภาษาเกียลทังเป็นภาษาที่มีการลงการกแบบแตกตัว (split ergative language) แต่ไม่มี ลักษณะที่เรียกว่า fluid-S marking (การที่สาธกการกปรากฎกับประธานของประโยคอกรรมที่แสดง เจตนา) ข้อนี้จึงเป็นความแตกต่างอย่างเด่นชัดระหว่างภาษาเกียลทังและภาษาลาซา การลงกรรม การกแบบที่เรียกว่า primary object marking เป็นสิ่งที่เด่นในไวยากรณ์ภาษาเกียลทังแต่เป็นสิ่งที่ อยู่ขอบนอกของไวยากรณ์ภาษาลาซา เป็นไปได้ว่าพัฒนาการของประเภททางไวยากรณ์เหล่านี้เป็น ผลจากการสัมผัสภาษาเนื่องจากพบลักษณะทางไวยากรณ์นี้ในภาษาที่อยู่ในตระกูลทิเบต-พม่า หลายภาษาที่มีโอกาสสัมผัสกับภาษาเกียลทังแต่ไม่พบลักษณะนี้ในไวยากรณ์ภาษาทิเบตโบราณ และภาษาลาซาสมัยใหม่ซึ่งไม่มีโอกาสสัมผัสกับภาษาดังกล่าว นอกจากการตีพิมพ์ผลงานที่เกี่ยวกับระบบเสียง ไวยากรณ์ภาษาเกียลทังและไวยากรณ์ ภาษาทิเบตโดยรวม ผู้วิจัยยังได้ตีพิมพ์ข้อคิดเกี่ยวกับการทำวิจัยภาคสนามทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับ การเก็บคำศัพท์และในส่วนที่เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลทางไวยากรณ์ นอกจากนี้ ได้ทำคลังข้อมูล ภาษาเกียลทังประกอบด้วยคำศัพท์ ประโยค เรื่องเล่าและบทสนทนา เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือไวยากรณ์ภาษาทิเบตถิ่นคามที่ผู้วิจัยจะตีพิมพ์เผยแพร่ในระดับนานาชาติ ในการทำโครง การนี้จึงได้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสี่ข้อที่ตั้งไว้ Pathogenesis of Plasmodium falciparum infection was investigated by determination of cytokines in the brain tissues of fatal malaria. Histopathology examination of the brain tissuses showed infected red cell (PRBC) occlusion in 100% of micorvessels of cerebral malaria (CM). This was different from the noncerebral malaria (NCM) that there was no PRBC occlusion in the vessels. Edema and ring haemorrhage were found only in the CM case. Using the indirect immunofluorescence assay, moderate to high levels of TNF-α, IFN-γ, IL-1β, and IL-10 was found in the brain of CM case but IL-4 was low or absent. On the contrary, the IL-4 level was high in the brain of NCM case but TNF-α, IFN-γ, IL-1β, and IL-10 were either low or absent. These results suggested that cytokines in the brain tissues invole in the histopathogenesis but, unlike the plasma cytokine level, it is not associated with mortalily of malaria. Determination of mRNA of these cytokines from frozen brain tissues by polymerase chain reaction was uninterpretable which might be due to the loss of mRNA during extraction or storage of the tissues. A new technique of in situ PCR-hybridization will be tested with the new frozen tissues in the future. |
| บรรณานุกรม | : |
กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ . (2542). ไวยากรณ์ภาษาเกียลทัง ภาษาทิเบตในยูนนาน.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ . 2542. "ไวยากรณ์ภาษาเกียลทัง ภาษาทิเบตในยูนนาน".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ . "ไวยากรณ์ภาษาเกียลทัง ภาษาทิเบตในยูนนาน."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2542. Print. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ . ไวยากรณ์ภาษาเกียลทัง ภาษาทิเบตในยูนนาน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2542.
|
