| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาปริมาณรังสีที่บุคลากรได้รับขณะทำหัตถการส่องกล้องฉีดสีท่อน้ำดีและตับอ่อนเปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยท่านอนคว่ำและผู้ป่วยท่านอนตะแคงซ้าย |
| นักวิจัย | : | วรวรุตม์ จันเจือมาศ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร , พรเทพ อังศุวัชรากร , อัญชลี กฤษณจินดา , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2558 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/51348 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558 ความสำคัญและที่มาของปัญหางานวิจัย ปัจจุบันหัตถการส่องกล้องฉีดสีท่อน้ำดีและตับอ่อน นิยมจัดท่าผู้ป่วยในลักษณะนอนคว่ำหรือนอนตะแคงซ้ายท่าใดท่าหนึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดของแพทย์ส่องกล้อง ส่งผลถึงปัจจัยทางด้านขนาดความหนาของผู้ป่วยที่ต่างกัน และเนื่องจากการทำงานของเครื่องเอกซเรย์ระบบฟลูออโรสโคปี (Fluoroscopic machine) ที่สามารถปรับปริมาณรังสีเพิ่มขึ้นอัตโนมัติเมื่อผู้ป่วยมีความหนามากขึ้นเพื่อรักษาความคมชัดของภาพให้คงเดิม จึงมีแนวโน้มที่ทำให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ขณะทำหัตถการส่องกล้องฉีดสีท่อน้ำดีและตับอ่อนในผู้ป่วยท่านอนตะแคงซ้ายได้รับปริมาณรังสีมากกว่าขณะทำหัตถการในผู้ป่วยท่านอนคว่ำ และเนื่องจากปริมาณรังสีแปรผกผันกับระยะทางจากแหล่งกำเนิดรังสียกกำลังสอง บุคลากรซึ่งยืนที่ตำแหน่งต่างกันจึงได้รับปริมาณรังสีที่แตกต่างกันด้วย วัตถุประสงค์ หาความแตกต่างระหว่างปริมาณรังสีที่บุคลากรได้รับในขณะทำหัตถการส่องกล้องฉีดสีท่อน้ำดีและตับอ่อนในผู้ป่วยนอนตะแคงซ้ายกับปริมาณรังสีที่บุคลากรได้รับในขณะทำหัตถการส่องกล้องฉีดสีท่อน้ำดีและตับอ่อนในผู้ป่วยนอนคว่ำ ระเบียบวิธีการวิจัย ผู้ป่วยซึ่งได้รับการทำหัตถการฉีดสีท่อน้ำดีและตับอ่อนในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2558 จำนวน 54 ราย ถูกสุ่มให้รับการทำหัตถการในท่านอนตะแคงซ้ายหรือนอนคว่ำท่าใดท่าหนึ่ง บุคลากรสวมใส่ชุดเสื้อตะกั่วและแผ่นตะกั่วป้องกันไทรอยด์ตามมาตรฐาน เครื่องวัดรังสีจะถูกติดไว้ที่ภายนอกแผ่นตะกั่วป้องกันไทรอยด์ของบุคลากรได้แก่ แพทย์ส่องกล้องคนที่ 1 แพทย์ส่องกล้องคนที่2 และวิสัญญีพยาบาล ผลการวิจัย ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ อัตรารังสียังผลเฉลี่ย (ไมโครซีเวิร์ตต่อนาที) ของแพทย์ส่องกล้องคนที่ 1 และวิสัญญีพยาบาลในผู้ป่วยท่านอนตะแคงซ้ายสูงกว่าในผู้ป่วยท่านอนคว่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (8.30 กับ 5.13, p = 0.002 และ 10.92 กับ 4.87, p = 0.0001 ตามลำดับ) ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับค่าปริมาณรังสีสะสมที่ยอมรับได้สำหรับร่างกายหรือเลนส์ตา ซึ่งไม่ควรเกิน 20 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี สามารถคำนวณได้ว่า จำนวนหัตถการส่องกล้องฉีดสีท่อน้ำดีและตับอ่อนในผู้ป่วยท่าคว่ำและท่าตะแคงซ้าย ที่ สามารถทำได้สูงสุดต่อปี คือ 600 และ 500 หัตถการสำหรับแพทย์ส่องกล้องคนที่ 1 กับ 700 และ 400 หัตถการสำหรับวิสัญญีพยาบาล ตามลำดับ สรุป อัตรารังสียังผลของแพทย์ส่องกล้องคนที่ 1 และวิสัญญีพยาบาลในผู้ป่วยท่านอนตะแคงซ้ายสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับในผู้ป่วยท่านอนคว่ำ โดยที่แพทย์ส่องกล้องคนที่ 1 และวิสัญญีพยาบาล ได้รับปริมาณรังสีใกล้เคียงกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายจากรังสี จึงแนะนำให้สวมอุปกรณ์แว่นป้องกันรังสีตามมาตรฐานทุกครั้งเมื่อทำหัตถการ และเปลี่ยนท่าของผู้ป่วยจากท่านอนตะแคงซ้ายไปเป็นท่านอนคว่ำ |
| บรรณานุกรม | : |
วรวรุตม์ จันเจือมาศ . (2558). การศึกษาปริมาณรังสีที่บุคลากรได้รับขณะทำหัตถการส่องกล้องฉีดสีท่อน้ำดีและตับอ่อนเปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยท่านอนคว่ำและผู้ป่วยท่านอนตะแคงซ้าย.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วรวรุตม์ จันเจือมาศ . 2558. "การศึกษาปริมาณรังสีที่บุคลากรได้รับขณะทำหัตถการส่องกล้องฉีดสีท่อน้ำดีและตับอ่อนเปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยท่านอนคว่ำและผู้ป่วยท่านอนตะแคงซ้าย".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วรวรุตม์ จันเจือมาศ . "การศึกษาปริมาณรังสีที่บุคลากรได้รับขณะทำหัตถการส่องกล้องฉีดสีท่อน้ำดีและตับอ่อนเปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยท่านอนคว่ำและผู้ป่วยท่านอนตะแคงซ้าย."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558. Print. วรวรุตม์ จันเจือมาศ . การศึกษาปริมาณรังสีที่บุคลากรได้รับขณะทำหัตถการส่องกล้องฉีดสีท่อน้ำดีและตับอ่อนเปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยท่านอนคว่ำและผู้ป่วยท่านอนตะแคงซ้าย. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2558.
|
