ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาแบบสุ่มเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรักษาด้วย 595 นาโนเมตร พัลส์ดายเลเซอร์ในระยะแรกต่อรูปลักษณ์ของแผลเป็นภายหลังการผ่าตัดคลอด

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาแบบสุ่มเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรักษาด้วย 595 นาโนเมตร พัลส์ดายเลเซอร์ในระยะแรกต่อรูปลักษณ์ของแผลเป็นภายหลังการผ่าตัดคลอด
นักวิจัย : ณัฐพล อยู่ปิยะ
คำค้น : -
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : มาริษา พงศ์พฤฒิพันธ์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2558
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/51339
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ที่มา:การผ่าตัดคลอดเป็นหัตถการที่มีการทำกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน และการหายของแผลผ่าตัดนั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แผลเป็นนูนมีโอกาสเกิดขึ้นได้ภายหลังการผ่าตัดคลอด ซึ่งอาจทำให้มีอาการเจ็บตึงรวมไปถึงอาจมีผลต่อความสวยงามและผลกระทบทางจิตใจได้ มีการศึกษาพบว่าการให้การรักษาแผลผ่าตัดด้วยพัลส์ดายเลเซอร์ ตั้งแต่ระยะแรกอาจจะช่วยลดโอกาสในการเกิดแผลเป็นนูนได้ แต่พบว่ายังมีการศึกษาในคนเอเชียน้อย ซึ่งอาจมีสีผิวและการตอบสนองต่อการรักษาที่ต่างไปจากงานวิจัยอื่นได้ รวมทั้งไม่มีการศึกษาที่จำเพาะต่อแผลผ่าตัดโดยเฉพาะในแผลผ่าตัดคลอด วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณ์ของแผลเป็นภายหลังการผ่าตัดคลอดเมื่อให้การรักษาด้วย 595 นาโนเมตร พัลส์ดายเลเซอร์เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการรักษา วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบสุ่มโดยทำการศึกษาจากหญิงตั้งครรภ์อายุ 20-40 ปีที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องโดยวิธี Pfannenstiel incision มาไม่เกิน 60 วัน ประเมินรูปลักษณ์ของแผลผ่าตัดก่อนให้การรักษาโดยใช้ Patient and Observer Scar Assessment Scale (POSAS) จากนั้นให้การรักษาโดยใช้ 595-นาโนเมตร พัลส์ดายเลเซอร์(Perfecta®) parameter 1.5 msec. pulse duration, 7 mm. spot size, 6 J/cm2 fluence สุ่มทำที่ครึ่งแผลซีกใดซีกหนึ่งโดยเริ่มทำการรักษาครั้งแรกที่ 4 สัปดาห์หลังคลอด ทำเลเซอร์จำนวน 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นได้ทำการประเมินผลการรักษาที่ 3 เดือนหลังเริ่มให้การรักษาครั้งแรก ผลการศึกษา: มีผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งสิ้น 22 คน พบว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยเลเซอร์มีค่าเฉลี่ย POSAS ที่ประเมินโดยแพทย์ผิวหนังที่ไม่ทราบว่าแผลด้านใดคือด้านที่ทำเลเซอร์(observer scale) ใน last visit แตกต่างจาก baseline อย่างมีนัยสำคัญ(15.2±2.8 vs 18.3±4.2, p<0.001) โดยพบว่า vascularity และ pigmentation มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ(p<0.001) สำหรับในกลุ่มควบคุม พบว่าไม่มีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย POSAS last visit และ baseline(18.2±3.5 vs 18.1±3.7, p=0.93) และค่าเฉลี่ย POSAS ที่ประเมินโดยผู้เข้าร่วมวิจัย(patient scale) ใน last visit แตกต่างจาก baseline อย่างมีนัยสำคัญทั้งในกลุ่มที่ทำเลเซอร์(13.5±3.3 vs 25±6, p<0.001) และกลุ่มควบคุม(18.9±7.9 vs 25±6, p=0.004) รวมทั้งพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ย POSAS(mean different) ที่ประเมินโดยแพทย์และผู้เข้าร่วมวิจัย ระหว่างกลุ่มที่ทำเลเซอร์และกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าเฉลี่ยความแตกต่างของ POSAS ในกลุ่มที่ทำเลเซอร์ลดลงได้มากกว่ากลุ่มควบคุม สรุปผล: เมื่อให้การรักษาแผลผ่าตัดคลอดตั้งแต่ในระยะแรกด้วย 595-นาโนเมตร พัลส์ดายเลเซอร์พบว่าสามารถทำให้รูปลักษณ์โดยรวมของแผลผ่าตัดคลอดดีขึ้นได้จากการประเมินโดย POSAS และยังพบว่าเป็นการรักษาที่ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงเมื่อศึกษาในคนไทย

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558

บรรณานุกรม :
ณัฐพล อยู่ปิยะ . (2558). การศึกษาแบบสุ่มเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรักษาด้วย 595 นาโนเมตร พัลส์ดายเลเซอร์ในระยะแรกต่อรูปลักษณ์ของแผลเป็นภายหลังการผ่าตัดคลอด.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ณัฐพล อยู่ปิยะ . 2558. "การศึกษาแบบสุ่มเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรักษาด้วย 595 นาโนเมตร พัลส์ดายเลเซอร์ในระยะแรกต่อรูปลักษณ์ของแผลเป็นภายหลังการผ่าตัดคลอด".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ณัฐพล อยู่ปิยะ . "การศึกษาแบบสุ่มเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรักษาด้วย 595 นาโนเมตร พัลส์ดายเลเซอร์ในระยะแรกต่อรูปลักษณ์ของแผลเป็นภายหลังการผ่าตัดคลอด."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558. Print.
ณัฐพล อยู่ปิยะ . การศึกษาแบบสุ่มเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรักษาด้วย 595 นาโนเมตร พัลส์ดายเลเซอร์ในระยะแรกต่อรูปลักษณ์ของแผลเป็นภายหลังการผ่าตัดคลอด. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2558.