ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความแตกต่างของผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีระหว่างผู้ป่วยที่มีการกำเริบกับผู้ป่วยที่ไม่มีการกำเริบของโรคลูปุส

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความแตกต่างของผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีระหว่างผู้ป่วยที่มีการกำเริบกับผู้ป่วยที่ไม่มีการกำเริบของโรคลูปุส
นักวิจัย : นราวดี โฆษิตเภสัช
คำค้น : -
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ , จงกลนี วงศ์ปิยะบวร , สิทธิชัย อุกฤษฏชน , มนาธิป โอศิริ
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/45727
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ที่มา: โรคลูปุสเป็นโรคที่มีการสร้างแอนติบอดีต่อต้านตนเองหลายชนิดที่มากเกินไป และยังเป็นที่ถกเถียงกันในปัจจุบันเกี่ยวการตรวจหาแอนติบอดีต่อต้านตนเองเพื่อทำนายการกำเริบของโรค การศึกษาเกี่ยวกับแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีกับการกำเริบของโรคยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความแตกต่างของผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีระหว่างผู้ป่วยที่มีการกำเริบกับผู้ป่วยที่ไม่มีการกำเริบของโรคลูปุส วิธีการศึกษา: ตรวจเลือดเพื่อหาแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีด้วยวิธี Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) จากผู้ป่วยโรคลูปุสที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทั้งแผนกผู้ป่วยในและแผนกผู้ป่วยนอก ตั้งแต่ 15 กันยายน พ.ศ.2557 ถึง 31 มกราคม พ.ศ.2558 โดยคัดผู้ที่มีโรคติดเชื้อและผู้ที่มีกลุ่มอาการ overlap syndrome ออกจากการศึกษา และเก็บข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย อาการแสดงและ systemic lupus erythematosus disease activity index (SLEDAI) score นำมาวิเคราะห์ความแตกต่างของอาการแสดง การกำเริบของโรค และอวัยวะที่โรคกำเริบ ตาม SLEDAI score ระหว่างผู้ป่วยที่มีการกำเริบกับผู้ป่วยที่ไม่มีการกำเริบของโรคลูปุส ผลการศึกษา: ผู้ป่วยโรคลูปุส เป็นเพศหญิง จำนวน 46 ราย (ร้อยละ 93.9) และตรวจพบผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดี (> 20 RU/mL) จำนวน 28 ราย จากผู้ป่วยทั้งหมด 49 ราย (ร้อยละ 57.1) และผลลบแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดี (<20 RU/mL) จำนวน 21 ราย (ร้อยละ 42.9) โดยมีสัดส่วนของผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีในกลุ่มที่มีการกำเริบของโรคมากกว่ากลุ่มที่ไม่มีการกำเริบของโรค แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 44.9 และ 12.2 ตามลำดับ, p<0.001) โดยมีผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีสัมพันธ์กับการกำเริบที่ไต (p=0.01) และผิวหนัง (p=0.01) ผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีสัมพันธ์กับผลบวกแอนติดับเบิ้ลสแตรนด์ดีเอ็นเอแอนติบอดี (r=0.88, p<0.01) สรุปผลการวิจัย: ผู้ป่วยโรคลูปุสที่มีการกำเริบของโรคมีผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีมากกว่าผู้ที่ไม่มีการกำเริบของโรค ผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีสัมพันธ์กับการกำเริบที่ไตและผิวหนัง และสอดคล้องกับผลบวกแอนติดับเบิ้ลสแตรนด์ดีเอ็นเอแอนติบอดี

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557

บรรณานุกรม :
นราวดี โฆษิตเภสัช . (2557). ความแตกต่างของผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีระหว่างผู้ป่วยที่มีการกำเริบกับผู้ป่วยที่ไม่มีการกำเริบของโรคลูปุส.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นราวดี โฆษิตเภสัช . 2557. "ความแตกต่างของผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีระหว่างผู้ป่วยที่มีการกำเริบกับผู้ป่วยที่ไม่มีการกำเริบของโรคลูปุส".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นราวดี โฆษิตเภสัช . "ความแตกต่างของผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีระหว่างผู้ป่วยที่มีการกำเริบกับผู้ป่วยที่ไม่มีการกำเริบของโรคลูปุส."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557. Print.
นราวดี โฆษิตเภสัช . ความแตกต่างของผลบวกแอนตินิวคลิโอโซมแอนติบอดีระหว่างผู้ป่วยที่มีการกำเริบกับผู้ป่วยที่ไม่มีการกำเริบของโรคลูปุส. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2557.