ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ลักษณะเฉพาะทางสัณฐานและพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกแว่นสีเทา Polyplectron bicalcaratum Linnaeus, 1758 ในสภาพกรงเลี้ยง

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ลักษณะเฉพาะทางสัณฐานและพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกแว่นสีเทา Polyplectron bicalcaratum Linnaeus, 1758 ในสภาพกรงเลี้ยง
นักวิจัย : ธนพล วงษ์สวัสดิ์
คำค้น : Fertilization (Biology) , Phasianidae , สัตว์วงศ์ไก่ฟ้าและนกกระทา , การผสมเชื้อ , นกแว่นสีเทา
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะวิทยาศาสตร์ , วีณา เมฆวิชัย
ปีพิมพ์ : 2555
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/44859
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การศึกษาในครั้งนี้มุ่งเน้นศึกษาลักษณะเฉพาะทางสัณฐานเชิงบรรยายและมอร์โฟเมตรีของนกแว่นสีเทาตั้งแต่ฟักออกจากไข่ถึงโตเต็มวัย และพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกแว่นสีเทาโตเต็มวัยในสภาพกรงเลี้ยง ผลการศึกษาทางด้านลักษณะเฉพาะทางสัณฐานเชิงบรรยายพบว่า ขนปีกเริ่มพัฒนาเมื่ออายุ 1 สัปดาห์ ขนคลุมปีกพัฒนาในสัปดาห์ที่ 2 - 3 การผลัดขนครั้งที่ 1, 2 และ 3 เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 3, 10 และ17 ตามลำดับ เพศผู้และเพศเมียเริ่มมีความแตกต่างกันชัดเจนเมื่ออายุ 20 สัปดาห์โดยสังเกตจากลักษณะของแววมยุราบนขนคลุมโคนปีกชั้นล่างและชั้นกลาง นอกจากนี้การปรากฏของขนหงอนและเดือย, ลักษณะของแววมยุราบนขนคลุมหางและสีของจะงอยปาก, สีม่านตาและสีหนังรอบตา, และลักษณะของแววมยุราบนขนคลุมปีกและขนหาง ยังสามารถใช้ในการจำแนกเพศได้เมื่ออายุ 6, 7, 8 และ 18 เดือนตามลำดับ เพศเมียจะโตเต็มวัยเมื่ออายุ 1 ปีในขณะที่เพศผู้จะเริ่มมีการผลัดครั้งที่ 4 เมื่ออายุ 1 ปี 3 เดือนและจากนั้นจะโตเต็มวัยเมื่ออายุ 2 ปี ผลการศึกษาทางด้านมอร์โฟเมตรีพบว่า เริ่มจำแนกเพศได้ตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์โดยดูจากความยาวแข้ง โดยเพศผู้จะมีค่ามอร์โฟเมตรีมากกว่าเพศเมียในทุกลักษณะ อัตราการเติบโตของเพศผู้จะคงที่ช้ากว่าเพศเมีย และสามารถสร้างสมการทำนายอายุจากข้อมูลมอร์โฟเมตรีโดยใช้แบบจำลองกอมเพอร์ซซึ่งสามารถใช้ทำนายอายุได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงช่วงก่อนที่อัตราการเติบโตคงที่ ผลการศึกษาทางด้านพฤติกรรมการผสมพันธุ์พบว่าการเกี้ยวพาราสีเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนมิถุนายน มีความถี่สูงสุดในเดือนมีนาคม และมีการเกี้ยวพาราสีตั้งแต่เวลา 6.00 - 18.00 น. มีความถี่สูงสุดในช่วงเวลา 13.00 - 14.00 น. การเกี้ยวพาราสีแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 คือ frontal display และรูปแบบที่ 2 คือ lateral display โดยการเกี้ยวพาราสีส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบที่ 1 มากกว่ารูปแบบที่ 2 และอาจพบพฤติกรรม courtship feeding เกิดขึ้นเป็นบางครั้ง การผสมพันธุ์เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม แต่มีความถี่สูงสุดในเดือนมีนาคม โดยที่การผสมพันธุ์จะไม่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการเกี้ยวพาราสี มีการวางไข่ครั้งแรกเดือนมกราคมเป็นต้นไปจนถึงครั้งสุดท้ายในเดือนมิถุนายน เดือนที่มีการวางไข่มากที่สุดคือเดือนเมษายน ไข่ที่ฟักเป็นตัวครั้งแรกคือไข่ที่วางในเดือนกุมภาพันธ์ ไข่ที่วางในเดือนเมษายนเป็นไข่ที่ฟักเป็นตัวได้มากที่สุด เมื่อมีการเก็บไข่ออกไปฟักโดยตู้ฟักไข่อัตโนมัติ แม่นกแว่นสีเทาสามารถวางไข่ทดแทนได้หลายครอกเฉลี่ยประมาณ 3 ครอก ระยะห่างระหว่างครอกประมาณ 18 วัน มีจำนวนไข่ต่อครอกประมาณ 1 - 2 ฟอง ช่วงเวลาในการวางไข่คือช่วงเวลาเย็นประมาณ 16.00 - 18.00 น. โดยตำแหน่งที่วางไข่คือตรงมุมกรงด้านใน ไม่พบพฤติกรรมการทำรัง และระยะเวลาในการฟักไข่ 22 วัน

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555

บรรณานุกรม :
ธนพล วงษ์สวัสดิ์ . (2555). ลักษณะเฉพาะทางสัณฐานและพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกแว่นสีเทา Polyplectron bicalcaratum Linnaeus, 1758 ในสภาพกรงเลี้ยง.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ธนพล วงษ์สวัสดิ์ . 2555. "ลักษณะเฉพาะทางสัณฐานและพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกแว่นสีเทา Polyplectron bicalcaratum Linnaeus, 1758 ในสภาพกรงเลี้ยง".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ธนพล วงษ์สวัสดิ์ . "ลักษณะเฉพาะทางสัณฐานและพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกแว่นสีเทา Polyplectron bicalcaratum Linnaeus, 1758 ในสภาพกรงเลี้ยง."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555. Print.
ธนพล วงษ์สวัสดิ์ . ลักษณะเฉพาะทางสัณฐานและพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกแว่นสีเทา Polyplectron bicalcaratum Linnaeus, 1758 ในสภาพกรงเลี้ยง. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2555.