| ชื่อเรื่อง | : | ความชุกของภาวะดีไดเมอร์สูง หลังจากหยุดการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวเลือด ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ไทยที่เคยเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมาก่อน |
| นักวิจัย | : | ปิติพงศ์ กิจรัตนะกุล |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | พลภัทร โรจน์นครินทร์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2556 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/43820 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556 บทนำ: ระยะเวลาที่เหมาะสมในการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดภายหลังจากการเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำครั้งแรกโดยไม่มีปัจจัยกระตุ้นจำเป็นต้องประเมินระหว่างความเสี่ยงในการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำซ้ำกับความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกในแต่ละบุคคล ในชาวตะวันตกพบว่าภาวะดีไดเมอร์สูงภายหลังหยุดยาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นเวลา 1 เดือน พบร้อยละ 37 และมีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำซ้ำที่จำเป็นต้องได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลเรื่องระดับดีไดเมอร์และอัตราการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำซ้ำภายหลังหยุดยาต้านการแข็งตัวของเลือดในประเทศไทย วิธีการศึกษา : การวิจัยเชิงพรรณนาแบบไปข้างหน้า โดยศึกษาในกลุ่มผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำครั้งแรกทั้ง หลอดเลือดดำชั้นลึกอุดตันที่ขาหรือลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดแดงที่ปอด ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างน้อย 3 เดือน ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2556 โดยไม่รวมผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง การตรวจภาวะดีไดเมอร์ภายหลังหยุดยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่ 4 สัปดาห์ และ 12 สัปดาห์ การรวบรวมข้อมูลในแง่ ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ, ร้อยละระยะเวลาที่ INR ได้ตามเป้าหมาย, ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ, การเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำซ้ำและภาวะแทรกซ้อนการเกิดภาวะเลือดออก ผลการศึกษา : ผู้ป่วยทั้งหมดจำนวน 37 ราย ค่ามัธยฐานอายุ 49 ปี (พิสัยระหว่าง 21 ถึง 95 ปี) เป็นผู้ป่วยหญิง ร้อยละ 59.5 พบโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำครั้งแรกโดยไม่มีปัจจัยกระตุ้น ร้อยละ 59.5 ได้รับการวินิจฉัยเป็นหลอดเลือดดำชั้นลึกอุดตันที่ขาและ ลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดแดงที่ปอด ร้อยละ 78.4 และ 10.8 ตามลำดับ ระยะเวลาในการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่ 3 และ 6 เดือน เท่ากับ ร้อยละ 21.6 และ 78.4 ตามลำดับ ระยะเวลาที่ระดับค่าการแข็งตัวของเลือดอยู่ในเป้าหมายร้อยละ 61 ภาวะแทรกซ้อนเลือดออกร้อยละ 16.2 ความชุกของภาวะดีไดเมอร์สูง (> 500 นก/มล) หลังหยุดยาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ร้อยละ 52.9 ความแตกต่างของภาวะดีไดเมอร์สูงที่ 1 และ 3 เดือนภายหลังหยุดยาต้านการแข็งตัวของเลือดเท่ากับร้อยละ 12.5 จากข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย พบว่าการใช้ยาคุมกำเนิดขณะวินิจฉัยโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมีความสัมพันธ์กับภาวะดีไดเมอร์ปกติหลังหยุดยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p =0.01). ค่ามัธยฐานเวลาติดตามภายหลังหยุดยาเท่ากับ 13 สัปดาห์ (พิสัยระหว่าง 3 ถึง 61 สัปดาห์) อัตราการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำซ้ำในผู้ป่วยภาวะดีไดเมอร์สูงกับปกติ เท่ากับร้อยละ 11.1 กับ ร้อยละ 0 ตามลำดับ (p = 0.17). สรุปผลการศึกษา : ภาวะดีไดเมอร์สูงหลังหยุดยาต้านการแข็งตัวของเลือดในผู้ป่วยไทยพบได้บ่อย การนำมาใช้ในการทำนายการเกิดโรคซ้ำยังคงต้องติดตามผลในระยะยาว |
| บรรณานุกรม | : |
ปิติพงศ์ กิจรัตนะกุล . (2556). ความชุกของภาวะดีไดเมอร์สูง หลังจากหยุดการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวเลือด ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ไทยที่เคยเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมาก่อน.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ปิติพงศ์ กิจรัตนะกุล . 2556. "ความชุกของภาวะดีไดเมอร์สูง หลังจากหยุดการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวเลือด ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ไทยที่เคยเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมาก่อน".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ปิติพงศ์ กิจรัตนะกุล . "ความชุกของภาวะดีไดเมอร์สูง หลังจากหยุดการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวเลือด ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ไทยที่เคยเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมาก่อน."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556. Print. ปิติพงศ์ กิจรัตนะกุล . ความชุกของภาวะดีไดเมอร์สูง หลังจากหยุดการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวเลือด ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ไทยที่เคยเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมาก่อน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2556.
|
