| ชื่อเรื่อง | : | ผลของการเดินสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการตอบสนองของหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 |
| นักวิจัย | : | อติกานต์ เกนี่ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา , เทพ หิมะทองคำ , ดรุณวรรณ สุขสม |
| ปีพิมพ์ | : | 2556 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/43415 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556 วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการเดินสมาธิและการเดินต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการตอบสนองของหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 อายุระหว่าง 40-75 ปี แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเดิน จำนวน 11 คน และกลุ่มเดินสมาธิ จำนวน 12 คน โดยใช้การเดินบนลู่กล ทั้งสองกลุ่มทำการออกกำลังกายเป็นเวลา 30 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ จำนวน 12 สัปดาห์ ให้มีความหนักอยู่ที่ระดับปานกลาง (50-70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด) การเดินสมาธิใช้การเดินบนลู่กลพร้อมกับใช้การกำหนดจิตขณะเดินโดยการตั้งใจจับความรู้สึกที่เท้าขณะก้าวเดิน โดยให้พูดออกเสียงคำว่า “พุท” และ “โธ” เมื่อก้าวเท้าแต่ละข้างไปข้างหน้า โดยโปรแกรมการเดินสมาธินี้มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.91 และมีความเที่ยงโดยให้ผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 9 คน เดินสมาธิตามโปรแกรม 2 ครั้ง พบว่าอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกายไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ก่อนและหลังการฝึกตามโปรแกรมการออกกำลังกายทำการประเมินตัวแปรด้านสรีรวิทยา สุขสมรรถนะ การตอบสนองของหลอดเลือด สารชีวเคมีในเลือด ระดับความเครียด และคุณภาพของชีวิตของอาสาสมัคร ผลการวิจัย ภายหลังจากการฝึก 12 สัปดาห์ ทั้งกลุ่มเดินและกลุ่มเดินสมาธิพบว่ามีค่าเฉลี่ยของสมรรถภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุดเพิ่มขึ้น การขยายตัวของหลอดเลือดเมื่อถูกปิดกั้นการไหลเวียนเพิ่มขึ้น และระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่พบว่าเฉพาะกลุ่มเดินสมาธิมีค่าเฉลี่ยของความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวและความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวลดลง ระดับคอร์ติซอลในเลือดลดลง และมีค่าต่ำกว่ากลุ่มเดินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความแข็งตัวของหลอดเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพิ่มขึ้น และมีค่าสูงกว่ากลุ่มเดินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การเดินและการเดินสมาธิมีผลดีต่อการพัฒนาสุขสมรรถนะ ช่วยปรับปรุงหน้าที่การทำงานของหลอดเลือด และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่การเดินสมาธิสามารถลดความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 |
| บรรณานุกรม | : |
อติกานต์ เกนี่ . (2556). ผลของการเดินสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการตอบสนองของหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อติกานต์ เกนี่ . 2556. "ผลของการเดินสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการตอบสนองของหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อติกานต์ เกนี่ . "ผลของการเดินสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการตอบสนองของหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556. Print. อติกานต์ เกนี่ . ผลของการเดินสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการตอบสนองของหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2556.
|
