| ชื่อเรื่อง | : | การติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าพังผืดตับโดยอาศัยค่าที่วัดได้จากเครื่องไฟโบรสแกน ในกลุ่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรังทั้งที่ติดเชื้อเอชไอวีและไม่ติดเชื้อเอชไอวีในช่วงเวลา 1 ปี |
| นักวิจัย | : | ศุภรัตน์ เข็มนาค |
| คำค้น | : | ตับ -- การเกิดพังผืด , ตับอักเสบซี , ผู้ติดเชื้อเอชไอวี , Liver -- Fibrosis , Hepatitis C , HIV-positive persons |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | สมบัติ ตรีประเสริฐสุข , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2555 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/37545 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555 ความสำคัญและที่มาของปัญหางานวิจัย ปัจจุบันการตรวจพังผืดตับด้วยวิธีการดูผลเลือดค่าการทำงานตับและค่าที่เกิดจากการคำนวณ (AST/ALT, APRI และ FIB-4) รวมไปถึงค่าที่ได้จากไฟโบรสแกนสามารถใช้บอกภาวะพังผืดตับได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อดูอัตราการเพิ่มของภาวะพังผืดตับในกลุ่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการรักษาทั้งที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อเอชไอวีรวมถึงหาปัจจัยที่มีผลต่อกลุ่มที่พังผืดตับแบบรุนแรงที่ 1 ปี ระเบียบวิธีการวิจัย ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรังทั้งที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อเอชไอวีเข้าร่วมการศึกษา โดยมีการตรวจเลือดและตรวจค่าพังผืดตับโดยเครื่องไฟโบรสแกนหลังจากนั้นมีการตามผู้ป่วยมาตรวจซ้ำที่ 1 ปี โดยใช้ค่าพังผืดตับที่มากกว่าหรือเท่ากับ 9.5 กิโลปาสคาล หมายถึงมีพังผืดตับแบบรุนแรง ผลเลือดนำมาคำนวณหาค่า AST/ALT, APRI และ FIB-4 จากนั้นดูค่าเปรียบเทียบกันว่ามีอัตราการเพิ่มของพังผืดตับเป็นเช่นไรในผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม รวมถึงหาปัจจัยที่มีผลต่อการมีภาวะพังผืดตับแบบรุนแรง ผลการวิจัย ผู้ป่วยทั้งหมด 107 ราย เป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย 52 ราย อายุเฉลี่ย 40.8±8.3 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 72 มีพังผืดตับไม่รุนแรง ค่าพังผืดตับในกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยมีค่ามากกว่ากลุ่มที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าเฉลี่ย (8.1 พิสัย (5.7-14.1) และ ค่าเฉลี่ย 6.4 พิสัย (4.9-8.7) กิโลปาสคาล , p=0.02) อัตราการเพิ่มของค่าพังผืดตับต่อปีเท่ากับ 0.2 กิโลปาสคาล หากดูเฉพาะกลุ่มที่ค่าพังผืดตับรุนแรงจะพบว่ามีอัตราการเพิ่มของค่าพังผืดตับ 4.4 กิโลปาสคาลต่อปี และถ้าพิจารณากลุ่มที่มีค่าความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นจะพบว่ากลุ่มที่ ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยมีค่าเพิ่มมากกว่ากลุ่มที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี (2.3 และ 1.4 ตามลำดับ) แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีเกือบทั้งหมดรับประทานยาต้านไวรัส (ร้อยละ 96) ปัจจัยที่มีผลให้มีภาวะพังผืดตับแบบรุนแรงที่ 1 ปี คือการมีภาวะพังผืดตับแบบรุนแรงอยู่เดิมและผู้ป่วยที่ค่า FIB-4 มากกว่าหรือเท่ากับ 1.45 (OR 9.1, 95%CI=2.8-29.6, p<0.001 และ OR 13.8, 95% CI=4.1-64.4, p<0.001 ตามลำดับ) สรุป อัตราการเพิ่มของค่าพังผืดตับในกลุ่มไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรังที่มีค่าพังผืดตับแบบรุนแรงตั้งแต่แรกเพิ่มขึ้นเท่ากับ 4.4 กิโลปาสคาลต่อปี และในกลุ่มที่มีค่าความยืดหยุ่นตับเพิ่มขึ้นพบว่าในกลุ่มที่ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี การมีค่าพังผืดตับแบบรุนแรงที่มีอยู่เดิมและค่า FIB-4 มากกว่าหรือเท่ากับ 1.45 เป็นปัจจัยที่มีผลทำให้เกิดพังผืดตับแบบรุนแรงในอนาคต |
| บรรณานุกรม | : |
ศุภรัตน์ เข็มนาค . (2555). การติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าพังผืดตับโดยอาศัยค่าที่วัดได้จากเครื่องไฟโบรสแกน ในกลุ่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรังทั้งที่ติดเชื้อเอชไอวีและไม่ติดเชื้อเอชไอวีในช่วงเวลา 1 ปี.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศุภรัตน์ เข็มนาค . 2555. "การติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าพังผืดตับโดยอาศัยค่าที่วัดได้จากเครื่องไฟโบรสแกน ในกลุ่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรังทั้งที่ติดเชื้อเอชไอวีและไม่ติดเชื้อเอชไอวีในช่วงเวลา 1 ปี".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศุภรัตน์ เข็มนาค . "การติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าพังผืดตับโดยอาศัยค่าที่วัดได้จากเครื่องไฟโบรสแกน ในกลุ่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรังทั้งที่ติดเชื้อเอชไอวีและไม่ติดเชื้อเอชไอวีในช่วงเวลา 1 ปี."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555. Print. ศุภรัตน์ เข็มนาค . การติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าพังผืดตับโดยอาศัยค่าที่วัดได้จากเครื่องไฟโบรสแกน ในกลุ่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรังทั้งที่ติดเชื้อเอชไอวีและไม่ติดเชื้อเอชไอวีในช่วงเวลา 1 ปี. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2555.
|
