ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหลอดเลือดขนาดเล็ก ในมะเร็งปากมดลูกก่อนลุกลาม และลุกลามระยะแรก

หน่วยงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหลอดเลือดขนาดเล็ก ในมะเร็งปากมดลูกก่อนลุกลาม และลุกลามระยะแรก
นักวิจัย : สุรางค์ ตรีรัตนชาติ , Surang Triratanachai
คำค้น : Biological sciences , BT-B-06-MG-09-4402 , Cancer , Cervix uteri , Clinical medicine , Neovascularization , ปากมดลูก , มะเร็งปากมดลูก , ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ , สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์
หน่วยงาน : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/2536
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

Angiogenesis ปัจจุบันนี้เป็นยอมรับว่า เป็นเหตุการณ์ที่จำเป็นอย่างหนึ่งในขบวนการของการเกิดมะเร็ง และเมื่อพิจารณาในขบวนการเกิดมะเร็งนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่ ระยะก่อนหลอดเลือด ( prevascular phase ) ซึ่งตรงกับระยะมะเร็งก่อนลุกลาม ก้อนเนื้องอกจะขยายขนาดอย่างจำกัด ดังเช่นมะเร็งเยื่อบุผิวจะอยู่เฉพาะในชั้น epithelium เท่านั้น และอาจจะคงอยู่ในระยะนี้เป็นเวลานานหลายปีได้ ก่อนที่จะลุกลามออกสู่เนื้อเย่ือข้างเคียง ส่วนระยะที่ 2 ได้แก่ ระยะหลอดเลือด (Vascular phase) มะเร็งในระยะนี้ จะขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่วมกับเกิดการกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ขนาดเล็กๆ ขึ้น ดังที่รายงานพบปรากฎการณ์นี้ในมะเร็งเต้านม และมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า mean capillary density ในก้อนเนื้องอกนั้นสามารถใช้เป็น prognostic factor ที่ดีตัวหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเต้านมระยะแรกที่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำ เหลืองอีกด้วย ส่วนมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีนั้นก็เช่นกัน มีการศึกษาพบว่า angiogenesis มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินโรค มะเร็งในระยะก่อนลุกลาม (cervical intraepithelial neoplasia ,CIN ) ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ระยะได้แก่ CIN I , II , และ III นั้นในรายงานต่างๆในปัจจุบัน ส่วนมากพบว่า CIN I ไม่สัมพันธ์กับปริมาณการเพิ่มขึ้นของหลอดเลือดเกิดใหม่ ส่วน CIN IIและ CIN III ยังมีข้อโต้แย้งจากหลายกลุ่มที่ทำการศึกษา มีทั้งที่พบว่ามีการเพิ่มและไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วน หนึ่งมาจากรายละเอียดของการศึกษาทดลองที่ต่างกัน ในส่วนของมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามนั้น จำนวนเส้นเลือดเล็กๆ พบว่าเพิ่มขึ้นและต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่สัมพันธ์กับการลุกลามไปสู่ต่อมน้ำเหลืองหรือ parametrium,ขนาดของก้อน ตลอดจน stage ของโรคอีกด้วย แต่สัมพันธ์กับการลุกลามเข้าสู่เส้นเลือดหรือหลอดน้ำเหลืองในบริเวณนั้น และอาจนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดโอกาสเกิดเป็นซ้ำของมะเร็งปากมดลูกระยะแรกที่ ปราศจากโอกาสเสี่ยงอื่น ๆได้ ฉะนั้นหากสมมุติฐานดังกล่าวเป็นจริง ปริมาณของเส้นเลือดเกิดใหม่ในก้อนมะเร็งนี้คงจะมีประโยชน์ในทางคลินิกมาก ผู้ทำการวิจัยจึงมีความสนใจศึกษาหาปริมาณของ หลอดเลือดขนาดเล็กที่เกิดใหม่ในมะเร็งปากมดลูกระยะก่อนลุกลามและมะเร็งซึ่ง ลุกลาม ในระยะต่างๆ ด้วยวิธีการย้อมทาง immunohistochemistry โดยใ ช้ Anti CD 31 ซึ่งเป็น panendothelial marker ที่ยอมรับในปัจจุบัน จาก paraffin block ของชิ้นเนื้อมะเร็งปากมดลูกที่ได้จากกลุ่มสตรีที่เข้ารับการผ่าตัดปากมดลูก และ/หรือ มดลูกที่แผนกสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลจุฬาฯ และศึกษาหาความสัมพันธ์กับข้อมูลทางคลินิกต่าง ๆ รวมทั้งการกลับเป็นซ้ำของโรค หรืออัตราการตายจากโรค และลักษณะทางพยาธิวิทยาอื่น ๆ อีกด้วย

บรรณานุกรม :
สุรางค์ ตรีรัตนชาติ , Surang Triratanachai . (2546). การศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหลอดเลือดขนาดเล็ก ในมะเร็งปากมดลูกก่อนลุกลาม และลุกลามระยะแรก.
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
สุรางค์ ตรีรัตนชาติ , Surang Triratanachai . 2546. "การศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหลอดเลือดขนาดเล็ก ในมะเร็งปากมดลูกก่อนลุกลาม และลุกลามระยะแรก".
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
สุรางค์ ตรีรัตนชาติ , Surang Triratanachai . "การศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหลอดเลือดขนาดเล็ก ในมะเร็งปากมดลูกก่อนลุกลาม และลุกลามระยะแรก."
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2546. Print.
สุรางค์ ตรีรัตนชาติ , Surang Triratanachai . การศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหลอดเลือดขนาดเล็ก ในมะเร็งปากมดลูกก่อนลุกลาม และลุกลามระยะแรก. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2546.