| ชื่อเรื่อง | : | โครงการวิจัยเครือข่ายปริญญาโทด้านไทยศึกษา ประเด็น:สังคมและวัฒนธรรมของคนชายขอบ |
| นักวิจัย | : | อานันท์ กาญจนพันธุ์ |
| คำค้น | : | สังคมและวัฒนธรรมของคนชายขอบ , ไทยศึกษา |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2547 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG4310019 , http://research.trf.or.th/node/3242 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกระบวนการกลายเป็นไทยของชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านแพะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่อง สอน มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจ และอธิบายถึงกระบวนการกลายเป็นไทยของชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านเพื่อตอบคำถามในประเด็นต่อไป นี้ คือ 1) ความเป็นไทยหมายถึงอะไร ชาวกะเหรี่ยงเข้าสู่กระบวนการกลายเป็นไทยภายใต้เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม อย่างไร 2) ปัจจัยที่ผลักดันให้ชาวกะเหรี่ยงแต่ละกลุ่มในหมู่บ้านแพะเข้าสู่กระบวนการกลายเป็นไทยได้แก่อะไร และมีผลกระทบต่อการกลาย เป็นไทยของชาวกะเหรี่ยงอย่างไร อีกทั้งส่งผลต่อตัวตนหรืออัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์อย่างไร 3) นิยามความเป็น “ไทยใหม่” หรือนิยามความ เป็นไทยของชาวกะเหรี่ยงคืออะไร ชาวกะเหรี่ยงสามารถที่จะสร้างพื้นที่ของตนเองในสังคมไทยได้หรือไม่ หรือเลือกที่จะเป็นไทยในบาง ลักษณะและดำรงอัตลักษณ์ของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เอาไว้บางลักษณะ วิธีการศึกษาใช้วิธีการศึกษาทางประวัติศาสตร์และได้นำเสนอผลงานในรูปของพรรณนาวิเคราะห์ ผลของการศึกษา พบว่า ยุคการตั้งหมู่บ้าน ก่อนปี พ.ศ. 2500 ชุมชนดำรงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ แม้จะมีความสัมพันธ์กับรัฐและ ชุมชนข้างเคียงตลอดเวลา ทั้งทางด้านการเมืองการปกครอง วิถีการผลิต และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มคนต่าง ๆ ใน สังคม เมื่อชุมชนเข้าสู่ยุคเผชิญหน้ากับการพัฒนา พ.ศ. 2500 เป็นระยะเวลา 30 ปี ที่หมู่บ้านมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เนื่องจากการเข้ามา ของภาครัฐ มีการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิต และการเปลี่ยนทางสังคมอันทางวัฒนธรรมอันส่งผลให้ชาวกะเหรี่ยงจะต้องมีการปรับตัวเพื่อรับกับ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง กระบวนการกลายเป็นไทยเป็นทางเลือกทางหนึ่งในการปรับตัวของชาวบ้านในการเผชิญกับปัญหานานัปการ ยุคที่สามของประวัติศาสตร์ชุมชน คือ พ.ศ.2531 -2543 เป็นระยะเวลาที่ชุมชนมีความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว และกระบวน การกลายเป็นไทยที่ชาวบ้านได้เลือกมีความหลายหลายรูปแบบและสลับซับซ้อน มิได้เป็นไปในทิศทางเดียว กล่าวคือ ในขณะที่ปรับตัวเข้ามา สู่กระบวนการกลายเป็นไทย ชาวกะเหรี่ยงได้ดำรงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของตนเอาไว้หลากหลายลักษณะ ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแวดล้อมของ ชาวกะเหรี่ยงแต่ละกลุ่ม นับเป็นการปรับตัวเพื่อสร้างพื้นที่ของตนทั้งในสังคมหมู่บ้านตนเอง และในสังคมไทยไปพร้อมกัน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นงานศึกษาที่พยายามทำความเข้าใจต่อกระบวนการสร้างให้ชุมชนแห่งหนึ่งให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว โดยมีจุด เน้นอยู่ที่ปฏิบัติการเชิงนโยบายของรัฐที่พยายามเชื่อมโยงการท่องเที่ยว การนิยามอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และการพัฒนาเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึง การพินิจพิจารณากระบวนการในการต่อรองสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ และการพัวพันทางวัฒนธรรมของคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวแห่ง นั้น โดยอาศัยกรอบมโนทัศน์หลักสองกรอบมาช่วยในการวิเคราะห์ คือ การเมืองในการนำเสนอภาพแทนความจริง และการเมืองวัฒนธรรม ในพื้นที่ท่องเที่ยวและเลือกบ้านผานม ในแขวงหลวงพระบางของลาวเป็นกรณีศึกษา จากการศึกษาพบว่า กระบวนการสร้างบ้านผานมให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวนั้น เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขเชิงนโยบายของรัฐ การพัฒนา การท่องเที่ยวระหว่างประเทศ และต้นทุนทางวัฒนธรรมของบ้านผานมเอง ทว่าการรับรู้ของคนภายนอกเกี่ยวกับสถานภาพใหม่นี้เกิดขึ้นจาก กระบวนการผลิตสร้างความหมายให้กับผู้คน สถานที่ และวัฒนธรรมให้มีความน่าสนใจ น่าบริโภค น่าท่องเที่ยวผ่านตัวบทต่าง ๆ ในโลกของ ข้อมูลข่าวสาร วงจรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและรูปแบบวัฒนธรรมมวลชนในท้องถิ่นที่ต่างฝ่ายต่างเข้ามาประชันขันแข่งกันเสนอภาพของ ผานมอย่างหลากหลายทั้งเสริมกันและขัดแย้งกันโดยความหมายที่ผลิตสร้างขึ้นมาไม่ได้เป็นตัวถ่ายสะท้อนความจริงของผาผมอย่างตรงไปตรง มาหรือเป็นไปตามเจตจำนงอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้เขียนโดยสมบูรณ์ แต่เป็นความหมายที่ผลิตสร้างขึ้นเพื่อจัดระเบียบและสร้างขอบเขตทาง สัญลักษณ์ให้กับพื้นที่ผานมหรือใช้พื้นที่ผานมเป็นอาณาบริเวณของการปฏิบัติการวาทกรรมหรือปฏิบัติการอำนาจชุดอื่น ๆ แทรกลงไปในการนำ เสนอนั้นด้วย ปลายทศวรรษที่ 1990 รัฐได้แสดงบทบาทอย่างชัดเจนมากขึ้นในการเข้ามาจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวผานม ด้วยการดำเนินนโยบาย “บ้านวัดทะนะทำ” (บ้านวัฒนธรรม) เพื่อเชื่อมโยงมิติการท่องเที่ยว การนิยามอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ และการพัฒนาระดับขั้นรากฐานเข้าไว้ ด้วยกันท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นของตลาดค้าผ้าทอ และของที่ระลึกภายในเมืองหลวงพระบางและโดยรอบ การดำเนินนโยบายดังกล่าวได้กลายเป็นเงื่อนไขในการเปิดพื้นที่ให้ ไทบ้านผานม เข้าไปต่อรองเพื่อนิยามและประดิษฐ์สร้างประ เพณีที่แสดงความเป็นลื้อในเวทีการแสดงทางวัฒนธรรม ส่วนการจัดการพื้นที่ค้าขายตามแนวทางสังคมนิยมของรัฐได้นำไปสู่การเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มสมาชิกศูนย์ส่งเสริมหัตถกรรม กับกลุ่มผู้ค้าในบ้านที่สูญเสียผลประโยชน์จากการจัดการแบบใหม่ และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่ทำไทบ้านต้องดิ้นรนในการเปลี่ยนย้ายตำแหน่ง แห่งที่เพื่อนิยามตนเอง บ้านและสินค้าที่ตนเกี่ยวข้อง รวมทั้งการหาทางเลือกในภาคเศรษฐกิจอื่นหรือพื้นที่การค้าขายใหม่ ๆ เพื่อรองรับความ ไม่แน่นอนในพื้นที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ ตามแต่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นงานศึกษาทางมานุษยวิทยาที่พยายามทำความเข้าใจ “กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง” หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนที่ สูงในฐานะมนุษย์ผู้กระทำที่ตกอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐในฐานะผู้ครอบงำกับชาวบ้านม้งในฐานะกลุ่มผู้ด้อยอำนาจจากประ เด็นปัญหาเรื่องฝิ่นกับนิยามความหมายยาเสพติดที่ชาวม้งถูกประทับตราให้กลายเป็นคนผิดศีลธรรมและกลายเป็นคนชายขอบของสังคมใหญ่ โดยการศึกษาครั้งนี้ได้ประยุกต์แนวคิด “กระบวนการกักขัง” เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการกักขังอัตลักษณ์ชาวม้ง และแนวคิดการตอบโต้ เพื่อทำความเข้าใจกับกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในฐานะผู้กระทำที่แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ต่อการกักขังอัตลักษณ์ดังกล่าว จากการศึกษาพบว่า กระบวนการกักขังอัตลักษณ์ชาวม้งเป็นผลมาจากการสร้างภาพตัวแทน/ชุดนิยามความหมายและปฏิบัติการทาง ภาษาที่เกิดขึ้นในบริบททางการเมืองเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐและกลุ่มวัฒนธรรมครอบงำกับกลุ่มชาติพันธุ์ม้งซึ่งเป็นกลุ่มผู้ด้อย อำนาจ ซึ่งรัฐได้สร้างภาพ “ความเป็นคนอื่น” ของชาวม้ง จากภาพลักษณ์หลัก ๆ 3 ภาพในรูปแบบที่แตกต่างกันในบริบทแต่ละช่วงเวลาจนทับ ซ้อนกันกลายเป็นภาพลักษณ์ชาวม้งในปัจจุบัน คือ ภาพอัตลักษณ์ชาวม้งกับฝิ่งที่เชื่อมโยงกับยาเสพติดในบริบทฝิ่นที่กลายเป็นยาเสพติดใน สังคมใหญ่ จากนั้น ในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างอุดมการณ์ ภาพชาวม้งกับฝิ่นถูกนำเสนอมากขึ้นและขยายไปสู่ภาพลักษณ์ของ คอมมิวนิสต์-ผู้ทำลายความมั่นคงของชาติ ต่อเมื่อกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเริ่มเติบโตขึ้นพร้อม ๆ กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เกิดการแย่ง ชิงทรัพยากรในยุคทุนนิยม ความเป็นม้งได้ถูกเชื่อมโยงและขยายไปสู่ภาพตัวแทนอื่น ๆ คือ ภาพของผู้ทำลายป่าจนกระทั่งอุตสาหกรรมการ ท่องเที่ยวเริ่มเติบโตขึ้นในเวลาต่อมา ภาพอัตลักษณ์ชาวม้งได้ถูกขยายไปสู่ การเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์เหล่านี้ เมื่อได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอกทั้งด้วยความเคยชินหรือด้วยเหตุผลอื่นใด ภาพลักษณ์ว่าด้วยความเป็นคนอื่นของชาวม้งจะถูกแปลงและ ตกผลึกลงสู่ระดับอุดมการณ์ของผู้คนในสังคมทั่วไปที่ยอมรับเป้าหมายและยุทธวิธีการต่อสู้ทางการเมืองและกลายเป็นแนวคิดครอบงำที่สังคม ทั่วไปเชื่อและยอมรับว่าชาวม้งเป็นผู้ทำลายศีลธรรมของสังคม และด้วยภาพตัวแทนทางการเมืองนี้เองที่ได้สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐในการ เข้าไปควบคุมและจัดการชีวิตของชาวม้งผ่านกระบวนการใช้อำนาจต่าง ๆ ของรัฐ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่า ในบริบทที่ชาวม้งถูกบีบให้มีทางเลือกในการดำรงชีวิตตามวัฒนธรรมของตนน้อยลงและขณะที่ บริบทของโลกกลับเปิดกว้างขึ้นจากการให้ความสำคัญในประเด็นสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน การเมืองนิเวศ และความเป็นชาติพันธุ์ที่เปิดพื้น ที่ให้กับชาวม้งและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสได้แสดงตัวตนในเวทีเศรษฐกิจ-การเมืองระดับข้ามชาติ กระบวนการกักขังอัตลักษณ์ชาวม้งโดยรัฐเริ่มถูกท้า ทายมากขึ้น ในบริบทนี้จึงเปิดช่องว่างให้กลุ่มชาติพันธุ์ม้งได้แสดงปฏิกิริยาต่อการกักขังอัตลักษณ์ของรัฐใน 2 ลักษณะคือ การตอบโต้ต่อ กระบวนการกักขังและ การปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับรัฐและวาทกรรมครอบงำโดย ลักษณะแรก การตอบโต้เกิดขึ้นในสองระดับคือ การตอบโต้ระดับชุมชน กับ การตอบโต้ระดับปัจเจก โดยการตอบโต้ระดับชุมชน ถูกแสดงให้เห็นจากวิธีคิดและวิถีปฏิบัติของหมดยาพื้นบ้านซึ่งทำการวิพากษ์วิจารณ์การแพทย์แผนใหม่และนิยามความหมายฝิ่นของรัฐ การที่ ชาวบ้านดื้อแพ่งและเพิกเฉยต่ออำนาจรัฐเพื่อแสดงการต่อต้านอย่างแอบแฝง และการตีความใหม่เรื่องผีก้อก๊าเย้งของหมอผีพื้นบ้าน ส่วนการ ตอบโต้ระดับปัจเจกเป็นการปฏิเสธอำนาจรัฐด้วยการประชดประชันของหญิงชาวม้งยากจน ลักษณะที่สอง เป็นการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับรัฐและวาทกรรมครอบงำ โดยชาวม้งเลือกปรับเปลี่ยนกับภาพลักษณ์บางภาพที่ กักขังอัตลักษณ์ของชาวม้งเอาไว้ ได้แก่ ภาพลักษณ์ชาวม้งกับฝิ่นที่เป็นยาเสพติด ชาวม้งเลือกปรับเปลี่ยนในระดับชุมชนด้วยการ สร้างภาพ “ชุมชนปลอดยาเสพติด” เพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ทางการเมือง ทำการปรับกฎเกณฑ์ทางสังคม/ชุมชน ด้วยการจำแนกวัตถุประสงค์ของ การใช้ฝิ่นเป็นยากับการค้ากำไรออกจากกัน และรักษากฎเกณฑ์ทางสังคมที่อยู่บนพื้นฐานหลักการ คุณค่าและการใช้ประโยชน์ในทางวัฒนธรรม เอาไว้ ขณะที่การเลือกปรับเปลี่ยนต่อภาพลักษณ์ม้งชาวเขาทำลายป่าเกิดขึ้นใน ระดับชุมชน ในรูปแบบการเจรจาต่อรองกับกลุ่มผู้ขัดแย้ง ส่วนการปรับเปลี่ยนต่อภาพลักษณ์ความเป็นม้งด้านลบที่ทับซ้อนกันหลากหลายภาพเกิดขึ้นในระดับกลุ่มที่เลือกปรับเปลี่ยนแตกต่าง กัน ได้แก่ การเป็นผู้ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจของชาวม้งที่มีฐานะในกลุ่มวัยกลางคนและกลุ่มคนรุ่นใหม่, การเป็นผู้ประสบความสำเร็จ ทางการศึกษา – อาชีพการงานก้าวหน้าในกลุ่มชาวม้งคนรุ่นใหม่ เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์ของชาวม้งเข้ากับบทบาทอื่น ๆ ที่สังคมวงกว้างให้การ ยอมรับแล้วใช้บทบาทเหล่านี้มานิยามอัตลักษณ์ม้งขึ้นใหม่ในบริบทของความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับรัฐและโลกภายนอกจากประสบการณ์การ เรียนรู้ของตน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาได้พบเงื่อนไขสำคัญในการแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ต่อกระบวนการกักขังอัตลักษณ์ คือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง อำนาจเชิงสัญลักษณ์ ในฐานะโครงสร้างที่รัฐสถาปนาอำนาจของตนผ่านระบบการศึกษา เศรษฐกิจ การเมืองลงสู่ระดับจิตสำนึกของคนทั่วไป และโดยเฉพาะชาวม้ง กับ ชาวม้งในฐานะที่เป็นผู้กระทำที่มีความแตกต่างหลากหลายจากประสบการณ์การเรียนรู้ รุ่นวัยและชนชั้นที่แตกต่าง กัน ทำให้ชาวม้งกลุ่มต่าง ๆ เลือกที่จะปรับเปลี่ยนหรือตอบโต้ต่อกระบวนการกักขังอัตลักษณ์ด้วยภาพลักษณ์ต่าง ๆ ที่แตกต่างกันด้วย จากผลการศึกษา ทำให้ค้นพบนัยสำคัญในประเด็น “อัตลักษณ์” ทางชาติพันธุ์สองประการคือ ประการแรก อัตลักษณ์ความเป็นชาติ พันธุ์ไม่ได้ถูกผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเสมอไปไม่ว่า ชาวม้งกลุ่มใด หรือแม้แต่รัฐให้มีนิยามความหมายอย่างหยุดนิ่งตายตัวเป็นแบบเดียว เสมอไป แต่ “อัตลักษณ์” ความเป็นชาติพันธุ์กลับเป็นการสร้างขึ้นและสามารถถูกสรางขึ้นใหม่ให้มีความหลากหลายและซับซ้อน มีความ เลื่อนไหลและเปลี่ยนผ่านเพื่อใช้เป็นยุทธวิธีในการต่อรองและนำเสนอตัวเองที่ลื่นไหลไปตามเงื่อนไข สถานการณ์และผลประโยชน์ที่เปลี่ยน แปลงไปอย่างต่อเนื่อง และประการที่สอง อัตลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์ไม่อาจถูกมองเป็นหนึ่งเดียวแบบ “ชนเผ่า” ดั้งเดิมที่มีรูปแบบเฉพาะ เจาะจง แต่อักลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์ของชาวม้งกลับมีความหลากหลายซับซ้อนที่ขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ระหว่างอำนาจเชิงสัญลักษณ์ในฐานะ โครงสร้างที่รัฐกระทำการครอบงำกับผู้กระทำที่มีชีวิตอันแตกต่างหลากหลายซับซ้อนมากขึ้นจากประสบการณ์ การเรียนรู้ ฐานะชนชั้น และ รุ่นวัย ทำให้การเลือกยอมรับและแสดงอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มต่างแตกต่างหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นไปด้วย ประเด็นถกเถียงเรื่องชุมชนสามารถอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ได้หรือไม่เป็นเรื่องที่สังคมไทยให้ความสนใจมาก การศึกษาชุมชนในป่าอนุ รักษ์ส่วนใหญ่มุ่งไปที่ชุมชนในป่าอนุรักษ์ที่อยู่ค่อนข้างห่างไกลจากเมือง แต่การศึกษานี้ได้ศึกษาชุมชนในป่าอนุรักษ์แห่งหนึ่งใกล้เมือง เชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยสามประการ ประการที่หนึ่ง ศึกษาพลวัตการใช้ที่ดินของชุมชนม้งในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งหมู่บ้านจนถึงปี พ.ศ.2544 ประการที่สอง วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในชุมชน และประการ ที่สาม เพื่อประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในการศึกษาพลวัตการใช้ที่ดิน แนวความคิดที่ใช้ในการศึกษามีสามแนวความคิดคือ แนว ความคิดเกี่ยวกับนิเวศวิทยาการเมือง แนวความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของประชากรกับการใช้ทรัพยากร และแนวความคิดเกี่ยวกับความ สัมพันธ์ระหว่างอิทธิพลเมืองกับการใช้ที่ดิน ระเบียบวิธีวิจัยได้แก่ การวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ การสำรวจภาคสนาม การสังเกตการณ์แบบ มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์โดยไม่ใช้แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่านโยบายของรัฐ การอยู่ใกล้เมืองและการอยู่ใกล้ตลาดมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ช่วงก่อนการ ก่อตั้งอุทยานแห่งชาติ หรือในช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ.2494 – 2510 ลักษณะการใช้ที่ดินเป็นแบบขยายโดยมีระบบการทำไร่แบบย้ายที่ พืชหลัก ที่ปลูกได้แก่ ข้าวไร่ ข้าวโพดและฝิ่น ลักษณะกายภาพและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดรูปแบบการใช้ที่ดิน ต่อมาเมื่อ นโยบายส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนฝิ่น ในปี พ.ศ.2512 และการสร้างถนนในปี พ.ศ.2515 ทำให้การเดินทางติดต่อกับเมืองและตลาดสะดวก ขึ้นนำไปสู่การขยายตัวของสวนท้อและโอกาสในการทำงานนอกภาคการเกษตรมากขึ้น หลังจากการก่อตั้งอุทยานแห่งชาติในปี พ.ศ.2524 การเติบโตของการท่องเที่ยวในหมู่บ้านนำไปสู่การขาดแคลนแรงงานในภาคการ เกษตร ครัวเรือนชาวม้งที่มีฐานะดีได้จ้างแรงงานชาวกะเหรี่ยงมาช่วงทำงานในไร่และในสวน ในขณะที่ครัวเรือนที่ยากจนมีแนวโน้มที่จะละ ทิ้งการทำการเกษตรไป ทั้งการท่องเที่ยวและการขาดแคลนแรงงานมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2524 – 2538 มีการลดลงของพื้นที่ไร่ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำขณะที่มีการละทิ้งสวนท้อและหันไปทำสวนลิ้นจี่ อาคารบ้านเรือนมีความหนาแน่นขึ้น และเกิดการใช้ที่ดินเพื่อการท่องเที่ยว ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2539 – 2544 ได้เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและความขัดแย้งและการแย่งชิงในการใช้ ทรัพยากร มีความขัดแย้งเรื่องการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำ มีการลดลงของผลผลิตลิ้นจี่ และการลดลงของรายได้นอกภาคเกษตร ชาวม้งหันมาปลูก พืชอาหารส่วนหนึ่งเพื่อยังชีพและอีกส่วนหนึ่งเพื่อการค้า ข้อจำกัดของอุทยานแห่งชาติเกี่ยวกับการใช้ที่ดินและกิจกรรมบางประเภท ทำให้ ชาวม้งปรับการใช้ที่ดินในระดับครัวเรือน เช่น การใช้ที่ดินอย่างเข้มขึ้นและหลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตามพวกเขาได้มียุทธวิธีการปรับตัว ในระดับชุมชน ได้แก่ การปลูกป่า การดูแลแนวกันไฟและการสร้างเครือข่ายร่วมกับชุมชนม้งอื่น ๆ ในการดูแลรักษาป่าดอยสุเทพ – ปุย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นศักยภาพของชุมชนม้งในการตอบสนองในทางบวกต่อมาตรการการอนุรักษ์ของอุทยานแห่งชาติ โดยชี้ว่า ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ อย่างไรก็ตามศักยภาพดังกล่าวขึ้นอยู่กับโอกาสในการพัฒนา การอยู่ใกล้เมืองช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาทั้งใน ภาคการเกษตรและนอกภาคเกษตรกรรม ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยเชิงประจักษ์ชิ้นต่อไปคือ ควรมีการศึกษาการจัดการทรัพยากรระดับชุมชน ในป่าอนุรักษ์ที่ดำเนินการโดยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ การเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมตลอดจนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน |
| บรรณานุกรม | : |
อานันท์ กาญจนพันธุ์ . (2547). โครงการวิจัยเครือข่ายปริญญาโทด้านไทยศึกษา ประเด็น:สังคมและวัฒนธรรมของคนชายขอบ.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อานันท์ กาญจนพันธุ์ . 2547. "โครงการวิจัยเครือข่ายปริญญาโทด้านไทยศึกษา ประเด็น:สังคมและวัฒนธรรมของคนชายขอบ".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อานันท์ กาญจนพันธุ์ . "โครงการวิจัยเครือข่ายปริญญาโทด้านไทยศึกษา ประเด็น:สังคมและวัฒนธรรมของคนชายขอบ."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2547. Print. อานันท์ กาญจนพันธุ์ . โครงการวิจัยเครือข่ายปริญญาโทด้านไทยศึกษา ประเด็น:สังคมและวัฒนธรรมของคนชายขอบ. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2547.
|
