ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาลีโวเซทิริซีน, เฟ็กโซเฟนาดีน และเดสลอราทาดีน โดยการทดสอบผิวหนังด้วยสารก่อภูมิแพ้ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบ

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาลีโวเซทิริซีน, เฟ็กโซเฟนาดีน และเดสลอราทาดีน โดยการทดสอบผิวหนังด้วยสารก่อภูมิแพ้ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบ
นักวิจัย : ภวรัตน์ แสงอร่าม
คำค้น : เยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ , สารต้านฮิสตะมีน , การทดสอบทางผิวหนัง , สารก่อภูมิแพ้
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2548
อ้างอิง : 9741418841 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/6370
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548

ความสำคัญและที่มา : ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างยาลีโวเซทิริซีน เฟ็กโซเฟนาดีน และเดสลอราทาดีน ในการยับยั้งปฏิกิริยาทางผิวหนังต่อการทดสอบด้วยสารก่อภูมิแพ้ วัตถุประสงค์ : เพือศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาทั้ง 3 ชนิด หลังจากรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลา 7 วัน ในการยับยั้งผลของการทดสอบผิวหนังด้วยสารก่อภูมิแพ้และสารฮีสตามีน ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบ เครื่องมือและวิธีวิจัย : อาสาสมัคร 20 ราย ทุกรายได้รับการสุ่มลำดับของยา 4 ชนิด : ลีโวเซทิริซีน 5 มก. เฟ็กโซเฟนาดี 180 มก. เดสลอราทาดีน 5 มก. และยาหลอก เพื่อรับประทานวันละเม็ดเป็นเวลาชนิดละ 7 วัน สลับกับช่วงเว้นยาครั้งละ 7 วัน ประเมินผลทดสอบผิวหนังวิธีสะกิด (ด้วยสารฮีสตามีน และสารก่อภูมิแพ้ชนิดไรฝุ่นหรือแมลงสาบ) ในวันแรกของการเข้าร่วมการวิจัย และที่เวลา 24 ชั่วโมงหลังจากรับประทานยาแต่ละชนิดครบ 7 วันแล้ว ผลการวิจัย : ยาต้านฮีสตามีนทั้ง 3 ชนิดสามารถลดขนาดของปฏิกิริยาตุ่มนูนและรอยแดง จากการทดสอบผิวหนังด้วยสารก่อภูมิแพ้ หรือสารฮีสตามีน ได้ดีกว่ายากลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยาลีโวเซทิริซีนมีประสิทธิภาพดีที่สุดในการยับยั้งผลของฮีสตามีนที่ผิวหนัง (ค่าเฉลี่ยการลดลงของความยาวเส้นผ่านสูนย์กลางตุ่มนูนโดยยาลีโวเซทิรีซีนคิดเป็น 57.2% สูงกว่าผลจากยาเดสลอราทาดีน และเฟ็กโซเฟนาดีนซึ่งคิดเป็น 39.7% ; p<0.05 และ 22.7 ; p=0.001 ตามลำดับ) ยาทั้ง 3 ชนิดมีผลในการยับยั้งปฏิกิริยาจากสารก่อภุมิแพ้ไม่แตกต่างกันทางสถิติ (ค่าเฉลี่ยการลดลงของเส้นผ่านศูนย์กลางตุ่มนูน คิดเป็น 37.5%, 32. 9% และ 22.4% หลังได้รับยาลีโวเซทิริซีน เดสลอราทาดีน และเฟ็กโซเฟนาดีน ตามลำดับ) สรุปผลการวิจัย : ลีโวเซทิริซีนให้ผลดีกว่าเดสลอราทาดีน และเดสลอราทาดีนดีกว่าเฟ็กโซเฟนาดีน เมื่อเปรียบเทียบโดยการทดสอบผิวหนังด้วยฮีสตามีน ที่เวลา 24 ชั่วโมงหลังได้รับยาครบ 7 วัน แต่ยาทั้ง 3 ชนิดไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบโดยการทดสอบด้วยสารก่อภูมิแพ้ ทั้งนี้ควรมีวิจัยเปรียบเทียบแบบสุ่มที่มีขนาดตัวอย่างเพียงพอ เพื่อเปรีบเทียบประสิทธิภาพทางคลินิกต่อไป

บรรณานุกรม :
ภวรัตน์ แสงอร่าม . (2548). การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาลีโวเซทิริซีน, เฟ็กโซเฟนาดีน และเดสลอราทาดีน โดยการทดสอบผิวหนังด้วยสารก่อภูมิแพ้ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบ.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ภวรัตน์ แสงอร่าม . 2548. "การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาลีโวเซทิริซีน, เฟ็กโซเฟนาดีน และเดสลอราทาดีน โดยการทดสอบผิวหนังด้วยสารก่อภูมิแพ้ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบ".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ภวรัตน์ แสงอร่าม . "การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาลีโวเซทิริซีน, เฟ็กโซเฟนาดีน และเดสลอราทาดีน โดยการทดสอบผิวหนังด้วยสารก่อภูมิแพ้ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบ."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548. Print.
ภวรัตน์ แสงอร่าม . การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาลีโวเซทิริซีน, เฟ็กโซเฟนาดีน และเดสลอราทาดีน โดยการทดสอบผิวหนังด้วยสารก่อภูมิแพ้ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบ. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2548.