ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การศึกษาเชิงประวัติของคำว่า แล้ว อยู่ อยู่แล้ว

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การศึกษาเชิงประวัติของคำว่า แล้ว อยู่ อยู่แล้ว
นักวิจัย : มิ่งมิตร ศรีประสิทธิ์, 2521-
คำค้น : ภาษาไทย -- คำกริยา , ภาษาไทย -- ประวัติ , ภาษาไทย -- ไวยากรณ์ , ภาษาไทย -- วากยสัมพันธ์
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ณัฐพร พานโพธิ์ทอง , เทพี จรัสจรุงเกียรติ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะอักษรศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : 9741757042 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/2691
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (อ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546

งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาคำว่า แล้ว อยู่ อยู่แล้ว ในเชิงประวัติตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ โดยใช้ข้อมูลจากเอกสารที่ตีพิมพ์และเผยแพร่แล้วในช่วงเวลาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 1826-2546 ผลการวิจัยคำว่า แล้ว พบว่าปรากฏใช้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และมีหน้าที่ไม่เท่ากันในแต่ละสมัย คือ เพิ่มจำนวนขึ้นมาจาก 3 หน้าที่ ได้แก่ คำกริยา คำช่วยหลังกริยาแสดงการณ์ลักษณะสมบูรณ์ และคำเชื่อมอนุพากย์ เป็น 7 หน้าที่ ได้แก่ คำกริยา คำช่วยหลังกริยาแสดงการณ์ลักษณะสมบูรณ์ คำเชื่อมอนุพากย์ วลีตายตัวที่เป็นคำกริยาวิเศษณ์ วลีตายตัวที่เป็นคำกริยา วลีตายตัวที่เป็นคำบอกเวลา และดัชนีปริจเฉท ในด้านความหมาย คำว่า แล้ว ที่เป็นคำกริยามีหลายความหมาย แต่ความหมายที่น่าจะกลายมาเป็นความหมายบอกการณ์ลักษณะ และ ความหมายของคำเชื่อมอนุพากย์ รวมทั้งวลีตายตัวน่าจะคือความหมายว่า "เสร็จสิ้น" มากกว่าความหมายอื่นๆ เนื่องจากความหมายต่างๆ เหล่านี้มีมโนทัศน์ของการสิ้นสุดสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกันอยู่ ผลการวิจัยคำว่า อยู่ พบว่าปรากฏใช้ตั้งแต่สมัยสุโขทัย และมีหน้าที่ไม่เท่ากันในแต่ละสมัย คือ เพิ่มจำนวนขึ้นมาจาก 1 หน้าที่ ได้แก่ คำกริยา เป็น 4 หน้าที่ ได้แก่ คำกริยา คำช่วยหลังกริยาแสดงการณ์ลักษณะบอกการดำเนินอยู่ วลีตายตัวที่เป็นคำกริยาวิเศษณ์ และคำเชื่อมอนุพากย์ ในด้านความหมาย คำว่า อยู่ ที่เป็น คำกริยามีหลายความหมาย แต่ความหมายที่เกิดกระบวนการกลายเป็นคำไวยากรณ์น่าจะได้แก่ความหมาย "พักอาศัย, ไม่ไปจากที่"และ "มี, ปรากฏ" ผลการวิจัยคำว่า อยู่แล้ว พบว่าเริ่มปรากฏใช้ครั้งแรกในสมัยอยุธยา และมีหน้าที่เพิ่มขึ้นจาก 1 หน้าที่ ได้แก่ คำช่วยหลังกริยาแสดงการณ์ลักษณะบอกการดำเนินอยู่และการณ์ลักษณะสมบูรณ์ เป็น 2 หน้าที่ คือ มีหน้าที่ที่เป็นดัชนีปริจเฉทเพิ่มขึ้นมาในสมัยปัจจุบัน คำว่า อยู่แล้ว เกิดจากการปรากฏร่วมกันของคำช่วยหลังกริยาแสดงการณ์ลักษณะบอกการดำเนินอยู่ อยู่ กับคำช่วยหลังกริยาแสดงการณ์ลักษณะสมบูรณ์ แล้ว ต่อมาจึงรวมเป็นหนึ่งหน่วยและมีความหมายแสดงความแน่ใจเพิ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑-๓ จากนั้นจึงพัฒนาไปทำหน้าที่เป็น ดัชนีปริจเฉทซึ่งแสดงความสัมพันธ์ของภาษาระดับข้อความเพื่อบอกความแน่ใจของผู้พูดในภาษาปัจจุบัน ส่วนหน้าที่เดิมก็ยังคงปรากฏใช้อยู่ในภาษาด้วยเช่นเดียวกัน กระบวนการกลายเป็นคำไวยากรณ์ของคำว่า แล้ว อยู่ อยู่แล้ว มีระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงไม่พร้อมกัน คำว่า แล้ว น่าจะเป็นคำที่เกิดกระบวนการกลายเป็นคำไวยากรณ์ก่อนคำว่า อยู่ และ อยู่แล้ว เนื่องจากพอใช้เป็นคำช่วยหลังกริยา และคำเชื่อมอนุพากย์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย แสดงว่า อาจจะมีการกลายเป็นคำไวยากรณ์มาแล้วในสมัยก่อนสุโขทัย ส่วนคำว่า อยู่ เริ่มปรากฏใช้เป็นคำช่วยหลังกริยาในสมัยอยุธยา ในขณะที่คำว่า อยู่แล้ว มาจากคำที่ผ่านการกลายเป็นคำไวยากรณ์มาแล้ว คือ กลายมาจากคำช่วยหลังกริยาแสดงการณ์ลักษณะบอกการดำเนินอยู่ อยู่ และคำช่วยหลังกริยาแสดงการณ์ลักษณะสมบูรณ์ แล้ว เป็นคำที่มีหน้าที่และความหมายทางไวยากรณ์เพิ่มขึ้น และพบใช้ครั้งแรกในสมัยอยุธยา กระบวนการกลายเป็นคำไวยากรณ์ของทั้งสามคำนี้มีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป และมีการเปลี่ยนแปลงแบบทิศทางเดียว ซึ่งสอดคล้องกับการกลายเป็นคำไวยากรณ์ที่เป็นสากล

บรรณานุกรม :
มิ่งมิตร ศรีประสิทธิ์, 2521- . (2546). การศึกษาเชิงประวัติของคำว่า แล้ว อยู่ อยู่แล้ว.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
มิ่งมิตร ศรีประสิทธิ์, 2521- . 2546. "การศึกษาเชิงประวัติของคำว่า แล้ว อยู่ อยู่แล้ว".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
มิ่งมิตร ศรีประสิทธิ์, 2521- . "การศึกษาเชิงประวัติของคำว่า แล้ว อยู่ อยู่แล้ว."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546. Print.
มิ่งมิตร ศรีประสิทธิ์, 2521- . การศึกษาเชิงประวัติของคำว่า แล้ว อยู่ อยู่แล้ว. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2546.