| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาโบราณวัตถุในศิลปะเขมรแบบบายนที่ได้จากการขุดค้นที่เมืองพิมาย |
| นักวิจัย | : | วัชรินทร์ ฐิติอดิศัย |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2531 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=55938 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาโบราณวัตถุในศิลปะเขมรแบบบายนที่ได้จากการขุดค้นที่เมืองพิมายนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบและคติความเชื่อจากโบราณวัตถุในศิลปะเขมรแบบบายนที่รวบรวมได้จากการ ขุดค้น รวมไปถึงการขุดแต่งและการปรากฎหลักฐานที่แน่ชัดว่าพบในเมืองพิมาย เมืองพิมายเป็นเมืองที่มีชื่อปรากฎอยู่ในศิลาจารึกมาช้านานแล้ว โดยเรียกว่าเมือง วิมาย วิมายะปุระ และ กีมปุระ และเคยเป็นเมืองสำคัญสำหรับการปกครองท้องถิ่น ในแผ่นดินสูงตอนใต้ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์และชัยภูมิ เป็นต้น นักโบราณคดี สันนิษฐานกันว่าเมืองพิมายนี้คงสร้างขึ้นในราวตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นสมัยที่ อิทธิพลด้านศิลปะวัฒนธรรมเขมรจากประเทศกัมพูชาได้แพร่หลายเข้ามาสู่ทางตอนใต้ของภาคอีสาน โบราณสถานที่สำคัญในเมืองพิมายคือปราสาทหินพิมาย ซึ่งสันนิษฐานกันว่าได้ก่อสร้างกันมาหลายสมัย กล่าวคือปราสาทหลังกลาง กำแพง และประตูเมืองคงสร้างขึ้นพร้อมกันคือราว พ.ศ.162-1650 แต่ปรางค์พรหมทัตและปรางค์หินแดง ซึ่งอยู่ด้านข้างของปราสาทหลังกลางคงสร้างขึ้นในสมัยหลัง ต่อมาคือ ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งประเทศกัมพูชา จากการศึกษาโบราณวัตถุในศิลปะเขมรแบบบายนที่ได้จากการขุดค้นที่เมืองพิมายนี้ สามารถ แบ่งโบราณวัตถุเหล่านี้ออกเป็น 3 ประเภทคือ 1. โบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับคติความเชื่อทางศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ โบราณวัตถุส่วนใหญ่ อันได้แก่ พระพุทธรูป พระพิมพ์ ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และรูปนางปรัชญาปารมิตา ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงลักษณะของ รัตนตรับมหายาน ในศาสนาพุทธ มหายาน ลัทธิตันตระ ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าศาสนาที่นิยมนับถือกันมาก ในสมัยบายนคือ ศาสนาพุทธมหายานลัทธิตันตระ ส่วนโบราณวัตถุในศาสนาพรหมณ์พบจำนวนน้อยมาก แต่ก็แสดงให้เห็นว่ายังคงมีการนับถือศาสนาพรหมณ์กันอยู่ในสมัยนั้น 2. โบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับสถาปัตยกรรม พบจำนวนน้อย ได้แก่ ทับหลังกระเบื้อง เชิงชาย กลีบขนุนปรางค์และประติมากรรมรูปลิง ทับหลังที่พบนี้แสดงให้เห็นถึงการนับถือพุทธ ศาสนามหายาน ลัทธิตันตระ เช่นเดียวกับโบราณวัตถุอื่นๆ ที่พบ และแสดงถึงการนับถือศาสนา พราหมณ์ด้วย 3. โบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับประโยชน์ใช้สอย ที่สำคัญได้แก่ วัชระ ซึ่งแสดงให้เห็น อย่างเด่นชัดถึงการนับถือลัทธิตันตระในสมัยบายน ส่วนโบราณวัตถุประเภทดินเผ่าที่พบส่วนใหญ่ เป็นเครื่องถ้วนเขมรที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17-19 จากหลักฐานโบราณวัตถุดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าเมืองพิมายเป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญ ติดต่อกันมาหลายสมัย โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งมีหลักฐานแสดงให้เห็น อย่างเด่นชัดว่ามีการนับถือพุทธศาสนามหายานสกุลวัชรยาน ลัทธิตันตระอย่างแพร่หลาย สอดคล้อง กับข้อความในจารึกต่างๆ ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และในสมัยนี้เองได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติม ในบริเวณเมืองพิมายหลายแห่ง รวมทั้งบริเวณประตูเมืองพิมายด้วย ซึ่งได้พบโบราณวัตถุในศิลปะ เขมรแบบบายนจำนวนมาก |
| บรรณานุกรม | : |
วัชรินทร์ ฐิติอดิศัย . (2531). การศึกษาโบราณวัตถุในศิลปะเขมรแบบบายนที่ได้จากการขุดค้นที่เมืองพิมาย.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. วัชรินทร์ ฐิติอดิศัย . 2531. "การศึกษาโบราณวัตถุในศิลปะเขมรแบบบายนที่ได้จากการขุดค้นที่เมืองพิมาย".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. วัชรินทร์ ฐิติอดิศัย . "การศึกษาโบราณวัตถุในศิลปะเขมรแบบบายนที่ได้จากการขุดค้นที่เมืองพิมาย."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2531. Print. วัชรินทร์ ฐิติอดิศัย . การศึกษาโบราณวัตถุในศิลปะเขมรแบบบายนที่ได้จากการขุดค้นที่เมืองพิมาย. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2531.
|
