| ชื่อเรื่อง | : | การศึกษาเปรียบเทียบการบริหารงานบุคลากรสาธารณสุขระดับจังหวัดและระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ศึกษาเฉพาะกรณี :จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส |
| นักวิจัย | : | พิทยา เผื่อนพิภพ |
| คำค้น | : | 235 P. |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2538 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1222538000013 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเปรียบเทียบถึงสภาพปัจจุบันและสภาพปัญหาของการบริหารบุคลากรสาธารณสุขระดับจังหวัดกับระดับอำเภอ ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ทั้งนี้เพื่อหาข้อสรุปว่า การบริหารงานบุคคลของระบบราชการในหน่วยงาน สังกัดกระทรวงสาธารณสุขอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อันเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันทางด้าน ภาษา วัฒนธรรมและศาสนา ที่ค่อนข้างเด่นชัด มีรูปแบบหลักเกณฑ์ในการบริหารงานบุคคล สภาพปัญหาและความต้องการด้านการจัดการบุคลากรเป็นอย่างไร เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดจนความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการและลูกจ้างในหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่อยู่ในเขต อ.เมือง คือกลุ่มตัวอย่างระดับจังหวัด และที่อยู่นอกเขตอำเภอเมืองเป็นระดับอำเภอจำนวนตัวอย่าง 316 รายเป็นกลุ่มตัวอย่างระดับจังหวัด 157 ราย หรือร้อยละ 49.7ระดับอำเภอ 159 ราย หรือร้อยละ 50.3 วิธีดำเนินการศึกษา เป็นการศึกษา วิจัยเชิงพรรณา(Descriptive Research) เกี่ยวกับประเด็นหลักในกระบวนการบริหารบุคคล 5 ประเด็น คือ 1. การสรรหา คัดเลือก และบรรจุแต่งตั้ง 2. การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง 3. การให้รางวัลและการลงโทษ 4. การพัฒนาบุคลากร 5. สวัสดิการ โดยอาศัยแนวความคิดทฤษฎีในเรื่องกระบวนการบริหารงานบุคคล ตลอดจนกฎระเบียบหลักเกณฑ์และนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล และทำการวิเคราะห์ข้อมุล โดยใช้ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาสรุปได้ว่า 1. ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ข้าราชการ/ลูกจ้างที่ทำการศึกษาทั้งในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชายมีอายุเฉลี่ย 35.7 ปี อายุราชการเฉลี่ย 13.4 ปี ทั้ง 2 กลุ่ม ในส่วนของระดับการศึกษา พบว่ามีความแตกต่างกันคือระดับจังหวัดส่วนใหญ่จบปริญญาตรี(ร้อยละ 45.9) และระดับอำเภอส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63.5)จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (เทียบเท่าอนุปริญญา) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดปัตตานี ระยะเวลาการปฏิบัติราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้เฉลี่ย 12.8 ปี เหตุผลที่มาทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะได้รับการบรรจุครั้งแรกที่นี่ส่วนเรื่องตำแหน่งพบ่า มีความแตกต่างกันคือ กลุ่มตัวอย่างระดับจังหวัดส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ นักวางแผนและมีระดับตำแหน่งผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ระดับ 4 และ 6 เป็นส่วนใหญ่แต่กลุ่มตัวอย่างระดับอำเภอส่วนใหญ่มีตำแหน่งผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ระดับตำแหน่งอยู่ในระดับ 4 เป็นส่วนใหญ่เงินเดือนอยู่ในช่วงเดียวกันทั้งระดับจังหวัดและอำเภอคือเงินเดือนเฉลี่ย 9,334 บาท/เดือน เบี้ยเลี้ยง อาชีพเสริมและรายได้จากอาชีพเสริมส่วนใหญ่ไม่มี ด้านรายจ่ายพบว่าระดับจังหวัดมีรายจ่ายโดยเฉลี่ย 10,048.9 บาท/เดือน ระดับอำเภอมีรายจ่ายเฉลี่ย 9,187.5 บาท/เดือน ส่วนหนี้สินนั้นพบว่า ทั้ง 2 กลุ่มมีหนี้สินเฉลี่ยถึง 150,740 บาท 2. การสรรหา คัดเลือก บรรจุแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งพบว่ามีบุคลากรสาธารณสุขไม่เพียงพอกับปริมาณงาน ทั้งในระดับจังหวัด และระดับอำเภอ โดยตำแหน่งที่ไม่เพียงพอในระดับจังหวัดคือ นักวิชาการนักวางแผน แพทย์ พยาบาล สำหรับระดับอำเภอ ตำแหน่งที่ไม่เพียงพอคือ ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ วิธีการสรรหาคัดเลือก ส่วนใหญ่ใช้การสอบแข่งขันจากส่วนกลาง และพบว่าคุณสมบัติของข้าราชการ/ลูกจ้างที่กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม ต้องการเพิ่มเติมคือต้องการบุคลากรที่มีความเสียสละ ซื่อสัตย์ และรับผิดชอบเป็นบุคคลในพื้นที่มีคุณธรรมและจริยธรรม การบรรจุแต่งตั้งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ส่วนใหญ่ได้บรรจุลงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามต้องการและส่วนใหญ่มีความพอใจในหน่วยงานที่ทำและพอใจที่จะทำงานกับประชาชนในพื้นที่ที่กลุ่มตัวอย่างมีภูมิลำเนาอยู่คือ ในเขตจังหวัดภาคใต้และชายแดนภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ การใช้ระบบอุปถัมภ์ในการบรรจะแต่งตั้งพบว่า ไม่มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ในการบรรจุราชการทั้งระดับจังหวัดและอำเภอ แต่มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ในการบรรจุลูกจ้างซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่า การใช้ระบบอุปถัมภ์มีผลเสียมากกว่าผลดี การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง พบว่าส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาการติดขั้นเงินเดือน 3. รางวัลและการลงโทษ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเห็นว่า การพิจารณา 2 ขั้น ปกติมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา แต่การพิจารณา 2 ขั้นพิเศษไม่มีการกำหนดเกณฑ์การพิจารณาสำหรับเรื่องความเหมาะสมในการพิจารณาส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เหมาะสม ในกรณีผู้ที่เห็นว่าไม่เหมาะสมในกลุ่มตัวอย่าง ระดับอำเภอให้ความเห็นต่างจากระดับจังหวัดในประเด็นของการกระจายโควต้าไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในการพิจารณา 2 ขั้นพิเศษ การได้รับเวลาทวีคูณ เหรียญพิทักษ์เสรีชน เบี้ยเสี่ยงภัย ส่วนใหญ่ไม่ได้รับและในกรณีที่ได้รับพบว่ากลุ่มตัวอย่างในระดับอำเภอได้รับในสัดส่วนที่มากกว่าระดับจังหวัด การกระทำผิดทางวินัย ส่วนใหญ่ไม่เคยกระทำผิดแต่ในกรณีผู้เคยกระทำผิดซึ่งมีเพียงร้อยละ 1.3 และเป็นข้าราชการ/ลูกจ้าง ในระดับจังหวัดมากกว่าระดับอำเภอ 4. การพัฒนาบุคลากร ส่วนใหญ่จะเคยได้รับการอบรมในหลักสูตรการประชาสัมพันธ์และวิชาการโดยเลือกใช้เกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้าอบรมดูงานและศึกษาต่อตามความสนใจของตัวข้าราชการและตรงความรู้ความสามารถที่จะนำมาใช้ปฏิบัติงาน สำหรับหน่วยงานที่กลุ่มตัวอย่างต้องการให้เป็นผู้จัดการอบรมนั้น แตกต่างกันคือระดับจังหวัดต้องการให้หน่วยงานส่วนกลางเป็นผู้จัดเพราะจะได้วิทยากรที่มีความรู้ความสามารถ แต่ระดับอำเภอต้องการเพียงหน่วยงานระดับจังหวัดเป็นผู้จัด เพราะมีทรัพยากรบุคคลมาก มีตัวแทนทุกกระทรวง ส่วนศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหน่วยงานที่บุคลากรสาธารณสุขทั้งระดับจังหวัด ระดับอำเภอรู้จักและติดต่อประสานงานด้วยน้อยมาก 5. การจัดสวัสดิการพบว่า กลุ่มตัวอย่างระดับจังหวัดต้องการที่พักอาศัยมากและอยู่บ้านพักราชการมากกว่าระดับอำเภอ โดยกลุ่มตัวอย่างระดับอำเภอส่วนใหญ่อยู่บ้านตนเองส่วนเกณฑ์การจัดข้าราชการเข้าบ้านพัก ระดับจังหวัดเห็นว่ามีหลักเกณฑ์และมีความเหมาะสม แต่ระดับอำเภอเห็นว่าไม่มีหลักเกณฑ์ ปัญหาด้านการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการนั้นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ พบปัญหาเรื่องของความล่าช้า และขั้นตอนยุ่งยาก สำหรับเรื่องความเพียงพอของสวัสดิการนั้นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เพียงพอและเรื่องที่ควรปรับปรุง คือ เบี้ยกันดาร เบี้ยเลี้ยง ค่าล่วงเวลาค่าเสี่ยงภัย ค่าประกันภัยในพื้นที่ ส่วนเรื่องการจัดสวัสดิการสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์ร้านค้านั้น มีน้อยมากในหน่วยงานสาธารณสุขส่วนใหญ่จึงต้องกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์และกลุ่มตัวอย่างทั้งระดับจังหวัดระดับอำเภอ มีความเห็นว่าทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์ร้านค้ามีประโยชน์มากสามารถช่วยแก้ปัญหาด้านสวัสดิการได้ ข้อเสนอแนะ 1. ควรพิจารณาผู้มีภูมิลำเนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการสรรหาคัดเลือกและบรรจุแต่งตั้ง 2. ควรกระจายอำนาจให้หน่วยงานในพื้นที่เป็นผู้จัดสอบคัดเลือกบรรจุแต่งตั้งบุคลากรสาธารณสุขได้ในตำแหน่งที่ไม่เพียงพอ 3. ให้โอกาสแก่บุคลากรสาธารณสุข ในระดับอำเภอในเรื่องของการศึกษาต่อ การฝึกอบรมให้มีคุณวุฒิทัดเทียมกับบุคลากรระดับจังหวัด และเพิ่มการอบรมในหลักสูตรที่ส่งเสริมให้บุคลากรสาธารณสุขเป็นผู้มีความเสียสละ ซื่อสัตย์ อดทนมีคุณธรรม และจริยธรรม 4. เพิ่มสวัสดิการพิเศษในด้านต่าง ๆ แก่บุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เพียงพอและเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และไม่แตกต่างจากภาคเอกชนมากนัก 5. ควรมีการประสานงานกับหน่วยงานราชการในภูมิภาคเดียวกัน และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบาย บทบาทหน้าที่ และภาระกิจที่จะปฏิบัติร่วมกัน |
| บรรณานุกรม | : |
พิทยา เผื่อนพิภพ . (2538). การศึกษาเปรียบเทียบการบริหารงานบุคลากรสาธารณสุขระดับจังหวัดและระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ศึกษาเฉพาะกรณี :จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. พิทยา เผื่อนพิภพ . 2538. "การศึกษาเปรียบเทียบการบริหารงานบุคลากรสาธารณสุขระดับจังหวัดและระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ศึกษาเฉพาะกรณี :จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. พิทยา เผื่อนพิภพ . "การศึกษาเปรียบเทียบการบริหารงานบุคลากรสาธารณสุขระดับจังหวัดและระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ศึกษาเฉพาะกรณี :จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2538. Print. พิทยา เผื่อนพิภพ . การศึกษาเปรียบเทียบการบริหารงานบุคลากรสาธารณสุขระดับจังหวัดและระดับอำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ศึกษาเฉพาะกรณี :จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2538.
|
