| ชื่อเรื่อง | : | ประสิทธิผลของโครงการพิธีปาฐกถาธรรมเพื่อป้องปรามการซื้อสิทธิขายเสียงภายใต้แนวทางการสามัคคีวัดในการเผยแพร่ธรรม :กรณีวิจัยปฏิบัติการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ผ่านและไม่ผ่านกระบวนการกล่อมเกลาทางศีลธรรมในเขตเลือกตั้ง ค. จังหวัดนครราชสีมา |
| นักวิจัย | : | สุโรจนา ศรีอักษร |
| คำค้น | : | 170 P. |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2537 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1222537000046 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ป้องปรามการซื้อสิทธิขายเสียง 2) ให้ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองด้วยการไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 13 กันยายน 2535 และ 3) ให้ประชาชนรู้จักเลือกพรรคการเมืองที่ดีหรือนักการเมืองที่ดีเหมาะสม ในการปฏิบัติการโครงการครั้งนี้ได้เลือกเขตเลือกตั้งที่ ค. จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้กิจกรรมของฝ่ายรณรงค์ขององค์กรกลางระหว่างวันที่ 4 กันยายน 2535 ถึง 10 กันยายน2535 โดยศึกษาวิจัยในพื้นที่ 4 อำเภอคือ อำเภอโชคชัยอำเภอครบุรี อำเภอห้วยแถลง อำเภอจักราช รวม 18 หมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่นอกเขตสุขาภิบาลและในเขตสุขาภิบาลบางส่วน มีประชากรที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ผ่านและไม่ผ่านกระบวนการกล่อมเกลาทางศีลธรรมรวม ทั้งสิ้น 394 ราย ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ยึดหลักแนวคิดทฤษฎีปัจจัยนำเข้า-ปัจจัยส่งออก (Input Output Theory) ทฤษฎีนี้มีพื้นฐานของหลักคิดที่เป็นกระบวนการปรับเปลี่ยน (Conversion Process)โดยปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นปัจจัยส่งออก(Outout) มี 2 ด้าน คือ ด้านปริมาณ (quantity) และด้านคุณภาพ (quality) ปัจจัยนำออกดังกล่าวแสดงผลสะท้อนกลับ(Feed Back) ทำให้ทราบว่าปัจจัยนำเข้า (Input) ที่เข้ามากระทบต่อสังคมเป็นอย่างไรและขบวนการปรับเปลี่ยนของสังคมมีขีดความสามารถในการปรับเปลี่ยนปัจจัยนำเข้ามากน้อยเพียงใดโดยนำแนวคิดทฤษฎีนี้มาเป็นกรอบแนวคิดในการกำหนดตัวแปรอิสระ(Inpependent Variables) ที่เป็นปัจจัยนำเข้า แล้วจำแนกออกเป็นชุดตัวแปรประกอบได้หลายด้าน ดังนี้คือ (1) ตัวแปรด้านลักษณะชุมชน ได้แก่ ลักษณะชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบทลักษณะชุมชนชนบท (2) ตัวแปรด้านภูมิหลังบุคคล ได้แก่ด้านประชากร ประกอบด้วย เพศ อายุ สมาชิกในครอบครัว ด้านสังคมประกอบด้วยระดับการศึกษา สถานภาพทางสังคม ด้านเศรษฐกิจประกอบด้วยอาชีพ รายได้ การเป็นเจ้าของปัจจัยทางการผลิตคือที่ดิน และด้านการเมืองประกอบด้วย ความเกี่ยวกับการซื้อขายเสียงในระดับชาติ และในระดับท้องถิ่นทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน (3) ตัวแปรด้านบทธรรม ได้แก่เบญจศีล มรรค 8 และประการสุดท้าย (4) ตัวแปรด้านพิธีกรรมได้แก่ ขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ คือ สมาทานศีล 5 ฟังธรรมทอดผ้าป่าประชาธิปไตย จุดเทียนธรรมย้ำจุดยืน แผ่เมตตา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ลาพระสงฆ์ โดยมีประสิทธิผลของโครงการเป็นตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือ (1) ตัวแปรตามด้านเชิงปริมาณ (Quantity) ประกอบด้วย การรับหรือไม่รับสติกเกอร์ขององค์กรกลาง, การคิด หรือไม่ติดสติกเกอร์ ถ้าหากติดสติกเกอร์ติดด้านในบ้านหรือนอกบ้าน, การชักชวนหรือไม่ ชักชวนคนในครอบครัวให้ไปลงคะแนนเสียง, การชักชวนหรือไม่ชักชวนเพื่อนบ้านให้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 13กันยายน 2535 (2) ตัวแปรตามเชิงคุณภาพ (Quality) ประกอบด้วยการตื่นตัวไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การรู้จักเลือกพรรคการเมืองที่ดี นักการเมืองที่ดีเหมาะสม การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้จัดเก็บข้อมูลด้วยคำถามสัมภาษณ์ (Schedule Interview) ภายหลังการเลือกตั้ง13 กันยายน 2535 วิธีการประมวลข้อมูลใช้เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS/PC+ ทำการวิเคราะห์ ได้แก่ (1)สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เพื่อทราบลักษณะพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างรวมโดยอาศัยค่าร้อยละ(Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) (2) สถิติเชิงอ้างอิง (InferentialStatistics) เพื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ และการค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ โดยอาศัยค่า t-test, ค่าของความแปรปรวน (ANOVA) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันโปรดักเมนท์ (Pearson Product Moment CorrelationCoefficient) การวิเคราะห์การถดถอยพหุ (MultipleRegression Analysis) ข้อค้นพบในการปฏิบัติโครงการพิธีปาฐกถาธรรม สรุปได้ดังนี้ 1. ลักษณะชุมชนที่ต่างกัน ไม่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพของโครงการ 2. ภูมิหลังบุคคลที่ต่างกัน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านประชากร และด้านสังคม ไม่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของโครงการ โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญยิ่งในระหว่างกลุ่มผู้ผ่านกระบายการกล่อมเกลาทางศีลธรรมกับผู้ไม่ผ่านกระบวนการกล่อมเกลาทางศีลธรรม ในการเมืองระดับชาติ ได้แก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งในอดีต และปัจจุบันคือ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2535 3. ความจำ ความเข้าใจและความประทับใจในบทธรรมไม่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของโครงการ 4. ความจำ ความเข้าใจและความประทับใจในพิธีกรรมความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับประสิทธิผลของโครงการในเชิงบวก 5. ระหว่างกลุ่มที่ผ่านและไม่ผ่านกระบวนการกล่อมเกลาทางศีลธรรมไม่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของโครงการในกรณีที่บุคคลจะไม่ซื้อสิทธิขายเสียง |
| บรรณานุกรม | : |
สุโรจนา ศรีอักษร . (2537). ประสิทธิผลของโครงการพิธีปาฐกถาธรรมเพื่อป้องปรามการซื้อสิทธิขายเสียงภายใต้แนวทางการสามัคคีวัดในการเผยแพร่ธรรม :กรณีวิจัยปฏิบัติการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ผ่านและไม่ผ่านกระบวนการกล่อมเกลาทางศีลธรรมในเขตเลือกตั้ง ค. จังหวัดนครราชสีมา.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุโรจนา ศรีอักษร . 2537. "ประสิทธิผลของโครงการพิธีปาฐกถาธรรมเพื่อป้องปรามการซื้อสิทธิขายเสียงภายใต้แนวทางการสามัคคีวัดในการเผยแพร่ธรรม :กรณีวิจัยปฏิบัติการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ผ่านและไม่ผ่านกระบวนการกล่อมเกลาทางศีลธรรมในเขตเลือกตั้ง ค. จังหวัดนครราชสีมา".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุโรจนา ศรีอักษร . "ประสิทธิผลของโครงการพิธีปาฐกถาธรรมเพื่อป้องปรามการซื้อสิทธิขายเสียงภายใต้แนวทางการสามัคคีวัดในการเผยแพร่ธรรม :กรณีวิจัยปฏิบัติการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ผ่านและไม่ผ่านกระบวนการกล่อมเกลาทางศีลธรรมในเขตเลือกตั้ง ค. จังหวัดนครราชสีมา."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2537. Print. สุโรจนา ศรีอักษร . ประสิทธิผลของโครงการพิธีปาฐกถาธรรมเพื่อป้องปรามการซื้อสิทธิขายเสียงภายใต้แนวทางการสามัคคีวัดในการเผยแพร่ธรรม :กรณีวิจัยปฏิบัติการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ผ่านและไม่ผ่านกระบวนการกล่อมเกลาทางศีลธรรมในเขตเลือกตั้ง ค. จังหวัดนครราชสีมา. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2537.
|
