ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ฤทธิ์ต้านการชักและผลต่อระบบประสาทส่วนกลางของวัลโปรอิล-มอโฟลีนในหนูไมซ์และหนูแรท

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ฤทธิ์ต้านการชักและผลต่อระบบประสาทส่วนกลางของวัลโปรอิล-มอโฟลีนในหนูไมซ์และหนูแรท
นักวิจัย : เตือนใจ น้ำทองสกุล
คำค้น : ANTICONVULSANT , AMINO ACID NEUROTRANSMITTER , VALPROYL MORPHOLINE
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2543
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1082543001117
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาฤทธิ์ต้านการชัก ความเป็นพิษเฉียบพลัน พิษต่อระบบประสาทส่วนกลางตลอดจนผลต่อปริมาณสารสื่อประสาทชนิดกรดอะมิโนในเปลือกสมองใหญ่หนูแรทขณะที่ตื่นโดยวิธีไมโครไดอะลัยซีสของวัลโปรอิล-มอโฟลีนซึ่งเป็นสารอนุพันธ์ใหม่ของกรดวัลโปรอิกที่ได้สังเคราะห์ขึ้น โดยเปรียบเทียบกับกรดวัลโปรอิกซึ่งเป็นสารต้นแบบ จากการศึกษาฤทธิ์ต้านชักของสารทดสอบทั้งสองในหนูไมซ์ที่ได้รับสารทดสอบในขนาดต่าง ๆ กันพบว่า กรดวัลโปรอิกมีฤทธิ์ต้านการชักในหนูไมซ์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้ชักทั้งโดยการกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟฟ้าและสารเพนทิลีนเตตราซอลได้ ในขณะที่วัลโปรอิล-มอโฟลีนมีฤทธิ์ต้านชักในหนูไมซ์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้ชักโดยการกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟฟ้าเท่านั้น โดยวัลโปรอิล-มอโฟลีนออกฤทธิ์ต้านชักได้ดีกว่ากรดวัลโปรอิก ขนาดของวัลโปรอิล-มอโฟลีนและกรดวัลโปรอิกที่สามารถต้านการชักในหนูไมซ์ได้จำนวนครึ่งหนึ่ง (ED50)เท่ากับ 107 และ 230 มก/กก น้ำหนักตัว ตามลำดับ จากการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันพบว่าสารทดสอบทั้งสองชนิดมีความเป็นพิษเฉียบพลันใกล้เคียงกันแต่เมื่อนำผลดังกล่าวมาคำนวณหาค่าขอบเขตความปลอดภัยสัมพัทธ์ (Relativesafety margin, LD50/ED50) พบว่าวัลโปรอิล-มอโฟลีนมีค่าขอบเขตความปลอดภัยสัมพัทธ์สูงกว่ากรดวัลโปรอิกประมาณ 2 เท่า (ขอบเขตความปลอดภัยสัมพัทธ์ของวัลโปรอิล-มอโฟลีนและกรดวัลโปรอิกเท่ากับ 5.89 และ2.97 ตามลำดับ) ในการทดสอบความเป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยวิธีRotorod test พบว่าขนาดของสารทดสอบที่ทำให้เกิดความเป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลางในหนูไมซ์จำนวนครึ่งหนึ่งของวัลโปรอิล-มอโฟลีนกับกรดวัลโปรอิกเท่ากับ 151 และ 309 มก/กก น้ำหนักตัว ตามลำดับ เมื่อนำค่าดังกล่าวมาคำนวณ หาค่าดรรชนีปกป้อง (Protective index, LD50/ED50)พบว่าดรรชนีปกป้องของวัลโปรอิล-มอโฟลีนและกรด วัลโปรอิกมีค่าใกล้เคียงกัน(1.41 และ 1.34 ตามลำดับ) สำหรับการทดสอบฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยวิธีอื่นพบว่า ถึงแม้สารทดสอบทั้งสองในขนาดสูงและต่ำมีผลเปลี่ยนแปลงอัตราการเคลื่อนไหวในหนูไมซ์ไม่ต่างจากพีอีจี 400 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่ก็พบว่าวัลโปรอิล-มอโฟลีนมีฤทธิ์ไปเพิ่มระยะเวลาในการหลับของหนูไมซ์ที่ได้รับบาร์บิทูเรตเป็นอย่างมาก นอกจากนี้สารทดสอบดังกล่าวยังสามารถทำให้หนูหมซ์หลับได้อีกด้วย โดยพบว่าขนาดของวัลโปรอิล-มอโฟลีนที่ทำให้หนูไมซ์จำนวนครึ่งหนึ่งหลับ (HD50) เท่ากับ 250 มก/กก น้ำหนักตัว การศึกษาผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณสารสื่อประสาทชนิดกรดอะมิโนที่บริเวณเปลือกสมองใหญ่ของหนูแรทที่เคลื่อนไหวได้อิสระโดยวิธีไมโครไดอะลัยซีส พบว่ามีผลแตกต่างกัน กล่าวคือกรดวัลโปรอิกมีฤทธิ์ลดปริมาณของกลูตาเมตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่เพียงอย่างเดียว ในขณะที่วัลโปรอิล-มอโฟลีนนอกจากสามารถลดปริมาณของกลูตาเมตแล้วยังลดปริมาณไกลซีนซึ่งทำหน้าที่เป็น co-agonist ของกลูตาเมตในกา รกระตุ้นตัวรับ NMDAในสมองอีกด้วย งานวิจัยดังกล่าวอาจสรุปได้ว่าวัลโปรอิล-มอโฟลีนมีฤทธิ์แรงโดยออกฤทธิ์ต้านชักในลักษณะจำเพาะมีผลทำให้สัตว์ทดลองหลับ แต่ก็มีความปลอดภัยในการใช้สูงกว่ากรดวัลโปรอิกสารทดสอบทั้งสองมีผลเปลี่ยนแปลงประมาณสารสื่อประสาทชนิดกรดอะมิโนที่บริเวณเปลือกสมองใหญ่ของหนูแรทแตกต่างกันการปรั บปรุงโครงสร้างของวัลโปรอิล-มอโฟลีน อาจทำให้ได้อนุพันธ์ของกรดวัลโปรอิกตัวใหม่ซึ่งอาจมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับ หรือได้อนุพันธ์ที่ออกฤทธิ์ต้านชักได้ดียิ่งขึ้น

บรรณานุกรม :
เตือนใจ น้ำทองสกุล . (2543). ฤทธิ์ต้านการชักและผลต่อระบบประสาทส่วนกลางของวัลโปรอิล-มอโฟลีนในหนูไมซ์และหนูแรท.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
เตือนใจ น้ำทองสกุล . 2543. "ฤทธิ์ต้านการชักและผลต่อระบบประสาทส่วนกลางของวัลโปรอิล-มอโฟลีนในหนูไมซ์และหนูแรท".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
เตือนใจ น้ำทองสกุล . "ฤทธิ์ต้านการชักและผลต่อระบบประสาทส่วนกลางของวัลโปรอิล-มอโฟลีนในหนูไมซ์และหนูแรท."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2543. Print.
เตือนใจ น้ำทองสกุล . ฤทธิ์ต้านการชักและผลต่อระบบประสาทส่วนกลางของวัลโปรอิล-มอโฟลีนในหนูไมซ์และหนูแรท. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2543.