| ชื่อเรื่อง | : | การผลิตชิ้นงานตัดเที่ยงตรงสูงที่ไม่มีส่วนโค้งมนและรอยฉีกขาดโดยอาศัยกรรมวิธีผสม ระหว่างการตัดและการเชฟวิ่ง |
| นักวิจัย | : | สุรพงษ์ ชัยรัตน์ธรรม |
| คำค้น | : | การตัดโลหะแผ่น , การเชฟวิ่ง , ไฟน์แบลงค์ , ส่วนโค้งมน , รอยฉีกขาด , BLANKING , SHARING , FINEBLANKING , DIE ROLL , FRACTURE SURFACE |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2544 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1757 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | งานวิจัยนี้ได้ทำการออกแบบกรรมวิธีการผลิตชิ้นงานตัดเที่ยงตรงสูง ที่ไม่มีส่วนโค้งมน และรอยฉีกขาดโดยอาศัยหลักการของกรรมวิธีการตัดและการเชฟวิ่ง แล้วนำชิ้นงานตัดที่ได้ มาทำการวัดระยะของส่วนโค้งมนที่เกิดขึ้นเปรียบเทียบผลกับชิ้นงานตัดที่ได้มาจากกรรมวิธี ไฟน์แบลงค์ ชิ้นงานที่จะศึกษามีลักษณะเป็นรูกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 มม. ความหนา 4 มม. วัสดุเป็นอะลูมิเนียมบริสุทธิ์ AA1100-O ในงานตัดโลหะแผ่นทั่วไปเมื่อพันช์เคลื่อนที่กดตัดชิ้นงาน จะเกิดแรงดึงทำให้วัสดุไหล ลงไปในดาย บริเวณที่เนื้อวัสดุสัมผัสกับขอบคมตัดจะถูกดึงทำให้เป็นส่วนโค้งมน หลังจากนั้น เมื่อพันช์เคลื่อนที่ลงมามากขึ้น เนื้อของวัสดุจะถูกเฉือนได้เป็นแนวเรียบตรง จนกระทั่งค่า ความเค้นในเนื้อวัสดุสูงเกินขีดจำกัดความแข็งแรงของวัสดุก็จะเกิดรอยฉีกขาดขึ้นบริเวณ ใกล้เคียงกับคมตัดของพันช์และดาย เมื่อรอยฉีกขาดขยายตัวจนมาพบกันชิ้นงานก็จะขาด ออกจากกัน อย่างไรก็ตามในกรณีของชิ้นส่วนที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง โดยปกติจะใช้ กรรมวิธีไฟน์แบลงค์ในการตัดชิ้นงาน ซึ่งชิ้นงานที่ได้จากกรรมวิธีนี้จะไม่มีรอยฉีกขาดแต่ก็ ยังคงมีส่วนโค้งมนเกิดขึ้น โดยส่วนโค้งมนที่เกิดขึ้นในการตัดมีผลเสียคือ ทำให้ชิ้นงานที่ ได้มีความแข็งแรงน้อยลงเพราะส่วนโค้งมนที่เกิดขึ้นจะทำให้ความหนาของชิ้นงานที่ขอบตัด ลดน้อยลง ดังนั้นในงานวิจัยชิ้นนี้จึงสนใจทำการศึกษากรรมวิธีการตัดเที่ยงตรงสูง เพื่อไม่ ให้มีส่วนโค้งมนและรอยฉีกขาดเกิดขึ้น โดยจะแบ่งการตัดออกเป็นสองช่วง ซึ่งสามารถทำได้ โดยใช้พันช์ที่มีสองสเต็ปในอันเดียวกัน ในสเต็ปแรกจะทำการกดตัดชิ้นงานแล้ว สเต็ปที่สอง จะทำการเชฟวิ่งก่อนที่จะเกิดส่วนโค้งมนขึ้นบนขอบตัดของชิ้นงานในการทดลองจะทำการ แปรค่าระยะที่กดตัดก่อนทำการเชฟวิ่งที่ค่า 0.4, 0.8 และ 1.2 มม. ช่องว่างระหว่างแม่พิมพ์ ในการกดตัดสเต็ปแรกกำหนดให้เท่ากับร้อยละ 5 ของความหนาวัสดุ ช่องว่างระหว่างแม่พิมพ์ ในการเชฟวิ่งสเต็ปที่สองเท่ากับร้อยละ 0.5 ของความหนาวัสดุ การทดลองจะใช้เครื่องกด ไฮดรอลิคส์ขนาด 150 ตัน ผลที่ได้จากการทดลองพบว่าชิ้นงานที่ได้จากกรรมวิธีผสมระหว่าง การตัดและการเชฟวิ่งที่เสนอขึ้น จะไม่มีรอยฉีกขาดเกิดขึ้นไม่ว่าระยะในการกดตัดก่อนทำการ เชฟวิ่งมีค่าเป็นเท่าใดก็ตาม แต่ระยะของส่วนโค้งมนที่ได้จากกรรมวิธีที่เสนอขึ้นนี้มีค่า สูงกว่ากรรมวิธีไฟน์แบลงค์ เนื่องมาจากเมื่อพันช์กดตัดชิ้นงานในสเต็ปแรกช่องว่างระหว่าง แม่พิมพ์มีค่ามากเมื่อเทียบกับกรรมวิธีไฟน์แบลงค์ ทำให้ระยะของส่วนโค้งมนมีค่าค่อนข้างมาก เพราะว่าเมื่อช่องว่างระหว่างแม่พิมพ์มีค่ามาก จะทำให้การฟอร์มตัวของส่วนโค้งมนเกิดขึ้น ได้ง่ายด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ จากผลการทดลองที่ได้ยังพบว่าส่วนโค้งมนจะเพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็วในช่วงแรกของการกดตัดและจะค่อนข้างคงที่หลังจากการกดตัดเป็นระยะประมาณ 0.5 มม. ดังนั้นการเชฟวิ่งในสเต็ปที่สองของกรรมวิธีที่เสนอขึ้นจึงไม่ได้ผลในการที่จะป้องกัน ไม่ให้เกิดส่วนโค้งมนขึ้น เพราะในการทดลองจะทำการเชฟวิ่งหลังจากการกดตัดแล้วเป็นระยะ 0.4, 0.8 และ 1.2 มม. ซึ่งส่วนโค้งมนได้เกิดการฟอร์มตัวขึ้นเกือบจะสมบูรณ์แล้ว และยิ่งไป กว่านั้นการเชฟวิ่งซ้ำกลับทำให้ระยะของส่วนโค้งมนในชิ้นงานมีค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับ ชิ้นงานที่ได้จากกรรมวิธีไฟน์แบลงค์ |
| บรรณานุกรม | : |
สุรพงษ์ ชัยรัตน์ธรรม . (2544). การผลิตชิ้นงานตัดเที่ยงตรงสูงที่ไม่มีส่วนโค้งมนและรอยฉีกขาดโดยอาศัยกรรมวิธีผสม ระหว่างการตัดและการเชฟวิ่ง.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุรพงษ์ ชัยรัตน์ธรรม . 2544. "การผลิตชิ้นงานตัดเที่ยงตรงสูงที่ไม่มีส่วนโค้งมนและรอยฉีกขาดโดยอาศัยกรรมวิธีผสม ระหว่างการตัดและการเชฟวิ่ง".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. สุรพงษ์ ชัยรัตน์ธรรม . "การผลิตชิ้นงานตัดเที่ยงตรงสูงที่ไม่มีส่วนโค้งมนและรอยฉีกขาดโดยอาศัยกรรมวิธีผสม ระหว่างการตัดและการเชฟวิ่ง."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2544. Print. สุรพงษ์ ชัยรัตน์ธรรม . การผลิตชิ้นงานตัดเที่ยงตรงสูงที่ไม่มีส่วนโค้งมนและรอยฉีกขาดโดยอาศัยกรรมวิธีผสม ระหว่างการตัดและการเชฟวิ่ง. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2544.
|
