| ชื่อเรื่อง | : | การวิเคราะห์ความคิดเห็นของครูที่มีต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนด้วยวิธีวิทยาคิว |
| นักวิจัย | : | เศรษฐวิชญ์ ชโนวรรณ |
| คำค้น | : | ครู -- ทัศนคติ , วิจัยเชิงปฏิบัติการทางการศึกษา -- วิธีวิทยา |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | อวยพร เรืองตระกูล , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2552 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/20048 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความคิดเห็นของครูที่มีต่อการทำวิจัยในชั้นเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในสังกัดกรุงเทพมหานครและสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม บัตรรายการแบบคิว แบบจัดเรียง และแบบบันทึกผลการจัดเรียงอันดับข้อความของครู วิเคราะห์ข้อมูลเพื่ออธิบายลักษณะของครูที่เป็นกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติเชิงบรรยายในรูปของจำนวน ร้อยละ พิสัย ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความคิดเห็นของครูที่มีต่อการทำวิจัยในชั้นเรียน โดยการลงรหัสข้อมูลและประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป จำแนกกลุ่มความคิดเห็นของครูด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบ สกัดองค์ประกอบด้วยวิธี principal component analysis (PCA) และหมุนแกนแบบ varimax วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ จากการวิเคราะห์องค์ประกอบครั้งที่ 1 ด้วยวิธี principal component analysis(PCA) และหมุนแกนแบบ varimax สามารถจำแนกครูตามรูปแบบการจัดเรียงอันดับข้อความได้เป็น 9 กลุ่ม รวมทั้ง 9 กลุ่มสามารถอธิบายความแปรปรวนของข้อมูลความคิดเห็นของครูได้ร้อยละ 77.31 และสรุปได้ว่า กลุ่มความคิดเห็นที่ 1 เป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุด ส่วนกลุ่มความคิดเห็นที่ 2 – 9 มีความสำคัญรองลงมาตามลำดับ จากการวิเคราะห์องค์ประกอบครั้งแรก ได้กลุ่มความคิดเห็นหลัก 3 กลุ่ม จากการวิเคราะห์องค์ประกอบครั้งที่ 2 เพื่อแบ่งกลุ่มความคิดเห็นที่ 1 ออกเป็นกลุ่มย่อย ได้กลุ่มย่อย 3 กลุ่ม รวมทั้ง 3 กลุ่มย่อยสามารถอธิบายความแปรปรวนของข้อมูลความคิดเห็นของครูได้ร้อยละ 68.36 และสรุปได้ว่า กลุ่มย่อยที่ 1.1 เป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุด ส่วนกลุ่มที่ 1.2 และ 1.3 มีความสำคัญรองลงมาตามลำดับ โดยสรุปจากการวิเคราะห์องค์ประกอบ 2 ครั้งสามารถจำแนกกลุ่มความคิดเห็นของครูได้ 5 กลุ่มหลัก ความคิดเห็นของครูจำแนกได้ 6 ประเด็น คือ (1) ความตระหนักในความสำคัญของการทำวิจัยในชั้นเรียน (2) ความมุ่งหมายหรือเหตุผลของการทำวิจัยในชั้นเรียน (3) กระบวนการปฏิบัติการทำวิจัยในชั้นเรียน (4) ประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำวิจัยในชั้นเรียน (5) ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการทำวิจัยในชั้นเรียน และ (6) ปัญหาและอุปสรรคของการทำวิจัยในชั้นเรียน ครูที่มีตำแหน่งคศ.ต่ำ ภาระงานน้อย ทำวิจัยในชั้นเรียนน้อย และมีวุฒิปริญญาตรี จะมีความคิดเห็นว่า ครูทำวิจัยในชั้นเรียนเพราะต้องการแก้ปัญหาของผู้เรียน การทำวิจัยในชั้นเรียนมีประโยชน์ กระบวนการทำไม่ยุ่งยาก ไม่เป็นภาระ ทำให้ทราบปัญหาของผู้เรียนและให้ความช่วยเหลือได้ตรงประเด็น ช่วยให้การพัฒนาการศึกษามีคุณภาพ และช่วยให้ครูรู้จักพัฒนาตนเอง ครูสังกัดสพฐ. ที่อายุมาก ประสบการณ์สอนมาก ระดับคศ.สูง ภาระงานน้อย ทำวิจัยในชั้นเรียนมาก และมีวุฒิปริญญาตรี จะมีความคิดเห็นว่า ครูทำวิจัยในชั้นเรียนเพราะเห็นประโยชน์ แต่หากไม่ได้นำผลการวิจัยไปใช้ การทำวิจัยในชั้นเรียนจะไม่เกิดประโยชน์ รูปแบบและขั้นตอนที่ยุ่งยากของการทำวิจัยในชั้นเรียน ทำให้ครูไม่ต้องการทำวิจัยในชั้นเรียน หากไม่ต้องยึดติดรูปแบบและขั้นตอนที่ยุ่งยาก จะทำให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น ครูที่มีภาระงานน้อยทำวิจัยในชั้นเรียนน้อย มีภาระงานมากทำวิจัยในชั้นเรียนมาก และมีวุฒิสูงกว่าปริญญาตรี จะมีความคิดเห็นว่า การทำวิจัยในชั้นเรียนส่งผลดีในวงกว้าง เป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่ต้องเสียทุนทรัพย์และเวลาในการทำมาก ทำให้ได้นวัตกรรมและวิธีการใหม่ สำหรับใช้ในการจัดการเรียนการสอน และไม่คิดว่าการทำวิจัยในชั้นเรียนเป็นงานที่น่าเบื่อหน่าย ครูสังกัดสพฐ. ที่อายุมาก ประสบการณ์สอนมาก ระดับคศ.สูง ภาระงานมาก ทำวิจัยในชั้นเรียนน้อย และมีวุฒิปริญญาตรี จะมีความคิดเห็นว่า การทำวิจัยในชั้นเรียนมีประโยชน์ ทำให้ทราบปัญหาของผู้เรียนและให้ความช่วยเหลือได้ตรงประเด็น ช่วยให้ได้นวัตกรรมใหม่ที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับผู้เรียน ช่วยให้ครูรู้จักพัฒนาตนเอง ดังนั้นครูทุกคนควรทำวิจัยในชั้นเรียน และการทำวิจัยในชั้นเรียนไม่ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา ครูสังกัดกทม. ที่อายุน้อย ประสบการณ์สอนน้อย ระดับคศ.ต่ำ ทำวิจัยในชั้นเรียนมากทั้งครูที่มีภาระงานน้อยและภาระงานมาก และมีวุฒิปริญญาตรี จะมีความคิดเห็นว่า การทำวิจัยในชั้นเรียนจัดควบคู่ไปกับการเรียนการสอนตามปกติได้ ครูไม่จำเป็นต้องเรียนการวิจัยหรือจบปริญญาโทก็ทำวิจัยในชั้นเรียนได้ ครูไม่จำเป็นต้องทำวิจัยในชั้นเรียนก็แก้ปัญหาของผู้เรียนได้ และคิดว่าผลการวิจัยส่วนใหญ่ไม่ได้นำไปใช้จริง |
| บรรณานุกรม | : |
เศรษฐวิชญ์ ชโนวรรณ . (2552). การวิเคราะห์ความคิดเห็นของครูที่มีต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนด้วยวิธีวิทยาคิว.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เศรษฐวิชญ์ ชโนวรรณ . 2552. "การวิเคราะห์ความคิดเห็นของครูที่มีต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนด้วยวิธีวิทยาคิว".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เศรษฐวิชญ์ ชโนวรรณ . "การวิเคราะห์ความคิดเห็นของครูที่มีต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนด้วยวิธีวิทยาคิว."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552. Print. เศรษฐวิชญ์ ชโนวรรณ . การวิเคราะห์ความคิดเห็นของครูที่มีต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนด้วยวิธีวิทยาคิว. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2552.
|
