| ชื่อเรื่อง | : | การประยุกต์วิธีการโปรแกรมเชิงเส้น เพื่อกำหนดรายวิชาให้ครูผู้สอน : กรณีศึกษา โรงเรียนสระกะเทียมวิทยา จังหวัดนครปฐม |
| นักวิจัย | : | กำพล เติมประยูร |
| คำค้น | : | โรงเรียนสระกะเทียมวิทยาคม , ตารางสอน , โปรแกรมเชิงเส้น |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | กฤษดา กรุดทอง , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย |
| ปีพิมพ์ | : | 2528 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/19816 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (สต.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2528 โดยทั่วไปการบริหารงานการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา เกี่ยวข้องกับบุคคล 2 ฝ่าย คือผู้บริหาร และครูผู้สอน บุคคลทั้งสองต้องช่วยเหลือเกื้อกูลและร่วมกันแก้ไขปัญหา อุปสรรคของการบริหารงานโรงเรียนที่เกิดขึ้น จึงจะทำให้งานที่ทำงานที่ทำอยู่ประสบกับความสำเร็จตามความมุ่งหมายของโรงเรียน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายร่วมกันของผู้บริหารและครูผู้สอนที่อยู่ในโรงเรียนเดียวกัน การบริหารงานอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการทำงานร่วมกันระหว่างผู้บริหารกับครูผู้สอนคือ การกำหนดราวิชาและจำนวนคาบสอน ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาหนึ่งที่ผู้บริหารกับครูผู้สอนประสบอยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ ครูผู้สอนมักจะไม่พอใจต่อรายวิชาและจำนวนคาบสอนที่ผู้บริหารจัดให้ ทำให้ครูผู้สอนปฏิบัติงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งผู้บริหารย่อมไม่สามารถจัดรายวิชาและจำนวนคาบสอนให้เป็นไปตามความต้องการของครูทุกคนได้ ดังนั้นแต่ละโรงเรียนจึงพยาบาลหาวิธีการที่ดีที่สุดในการกำหนดรายวิชาและจำนวนคาบสอน ให้ตอบสนองความต้องการของครูและให้การสอนเกิดประสิทธิผลมากที่สุด วิธีการที่โรงเรียนต่าง ๆ นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือวิธีการจัดของหัวหน้าหมวดวิชา ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่ขึ้นอยู่กับผู้บริหาร (หัวหน้าหมวดวิชา) และการตัดสินใจโดยไม่เป็นระบบที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพดังนั้นจึงควรนำเอาวิธีการที่เป็นระบบ เช่น วิธีการโปรแกรมเชิงเส้น มาช่วยในการแก้ปัญหาดังกล่าว วิทยานิพนธ์นี้ ศึกษาการนำเอาวิธีการโปรแกรมเชิงเส้นแบบจำนวนเต็มศูนย์หนึ่ง โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของทิลเลต มากำหนดรายวิชาและจำนวนคาบสอนให้ครูผู้สอน เปรียบผลกับวิธีการจัดของผู้บริหาร (หัวหน้าหมวดวิชา) โดยใช้ข้อมูลจากโรงเรียนสระกะเทียมวิทยาคม จังหวัดนครปฐม และนำเอาโปรแกรมสำเร็จรูป EMPS (MIP MODE) มาทดลองใช้ประมวลผลข้อมูล รวมทั้งหาข้อดี ข้อเสียของการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปดังกล่าว ผลการวิจัยในครั้งนี้ สรุปได้ว่า วิธีการที่ใช้แบบจำลองของทิเลตกำหนดรายวิชาและจำนวนคาบสอน ให้ความชอบและต้องการสอน แก่ครูผู้สอนได้มากกว่าวิธีการจัดของหัวหน้าหมวดวิชา ให้จำนวนคาบสอนที่ยุติธรรม ใช้เวลาประมวลผลข้อมูลน้อยกว่า โดยเป็นระบบทางวิทยาศาสตร์ มีหลักเกณฑ์แน่นอน และตรวจสอบผลลัพธ์ได้ดีกว่า วิธีการจัดของหัวหน้าหมวดวิชาอย่างไรก็ตาม วิธีการที่ใช้แบบจำลองของทิลเลตยังจัดรายวิชาที่ให้ประสิทธิผลการสอน น้อยกว่า วิธีการจัดของหัวหน้าหมวดวิชา และใช้เวลา ค่าใช้จ่ายในเรื่องสื่อบันทึกข้อมูล มากกว่า วิธีการจัดของหัวหน้าหมวดวิชา ส่วนการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป EMPS (MIP MODE) มีข้อดีที่ การเขียนโปรแกรม การแปลผลลัพธ์สั้น เข้าใจง่าย มิวิธีการเพิ่มเติมช่วยหาผลลัพธ์ได้เร็วขึ้น และใช้ได้กับข้อมูลจำนวนมาก ๆ ได้สะดวก ส่วนข้อเสียคือ ต้องใช้เวลาและความละเอียดในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลมาก รวมทั้งค่าใช้จ่ายเรื่องสื่อบันทึกข้อมูลมากด้วย |
| บรรณานุกรม | : |
กำพล เติมประยูร . (2528). การประยุกต์วิธีการโปรแกรมเชิงเส้น เพื่อกำหนดรายวิชาให้ครูผู้สอน : กรณีศึกษา โรงเรียนสระกะเทียมวิทยา จังหวัดนครปฐม.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กำพล เติมประยูร . 2528. "การประยุกต์วิธีการโปรแกรมเชิงเส้น เพื่อกำหนดรายวิชาให้ครูผู้สอน : กรณีศึกษา โรงเรียนสระกะเทียมวิทยา จังหวัดนครปฐม".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กำพล เติมประยูร . "การประยุกต์วิธีการโปรแกรมเชิงเส้น เพื่อกำหนดรายวิชาให้ครูผู้สอน : กรณีศึกษา โรงเรียนสระกะเทียมวิทยา จังหวัดนครปฐม."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2528. Print. กำพล เติมประยูร . การประยุกต์วิธีการโปรแกรมเชิงเส้น เพื่อกำหนดรายวิชาให้ครูผู้สอน : กรณีศึกษา โรงเรียนสระกะเทียมวิทยา จังหวัดนครปฐม. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2528.
|
