| ชื่อเรื่อง | : | ความสัมพันธ์ระหว่างทรรศนะเรื่องนิจวัฏกับการวิจารณ์จริยศาสตร์ ของนิทซ์เช่ |
| นักวิจัย | : | วนิดา คุตตวัส |
| คำค้น | : | นิตเซ่, ฟริดริค วิลเฮล์ม, 1844-1900 , จริยศาสตร์ |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | กีรติ บุญเจือ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย |
| ปีพิมพ์ | : | 2523 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/17921 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (อ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2523 นิทซ์เช่ถือว่าทรรศนะเรื่องนิจวัฏของเขาเป็นแนวความคิดที่สำคัญที่สุด โดยกล่าวว่าทรรศนะนี้เป็น “ความคิดแห่งความคิดทั้งหลาย” และเป็น “แนวคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ในกระบวนความคิดทางปรัชญาของเขาทรรศนะเรื่องนิจวัฏก็คือ ทรรศนะที่เชื่อว่าชีวิตของแต่ละคนรวมทั้งการผันแปรทุกอย่างของโลก จะหมุนเวียนซ้ำรอยเดิมทุกประการอย่างไม่มีสิ้นสุดแนวคิดในการอธิบายโลกเช่นนี้เองที่นิทซ์เช่ถือว่าเป็น “สมมติฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดในบรรดาสมมติฐานที่เป็นไปได้ทั้งหมด” แต่ปรากฏว่าในตัวสมมติฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ของนิทซ์เช่นี้เองก็ยังมีความคลุมเครืออยู่มาก และการพิสูจน์ทรรศนะนี้ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับว่าถูกต้องน่าเชื่อถือจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วไป ดังนั้น ความสำคัญของทรรศนะเรื่องนิจวัฏที่มีต่อนิทซ์เช่จึงไม่น่าจะอยู่ว่า ทรรศนะนี้เป็นแนวทางอธิบายโลกและเอกภพเพียงอย่างเดียวหากแต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างทรรศนะนี้กับแนวทางการวิจารณ์จริยศาสตร์ของเขาเองมากกว่า ทรรศนะเรื่องนิจวัฏในฐานะเป็นทฤษฏีทางจักวาลทางวิทยา ได้อธิบายเอกภพในลักษณะที่หมุนเวียนเป็นวงจรซ้ำรอยเดิม การอธิบายเช่นนี้เองเป็นการยืนยันว่า โลกที่มีอยู่จริงนั้นมีเพียงโลกที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น ไม่มีโลกอื่นที่อยู่เหนือประสบการณ์ของมนุษย์ การยืนยันว่าประสบการณ์เท่านั้นที่เป็นจริงเช่นนี้ ย่อมนำไปสู่การปฏิเสธสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำหรับศีลธรรมแบบเก่า เช่น “โลกที่แท้จริง” ตัวตน เจตจำนงเสรี พระเจ้า ตลอดจนกระทั้ง ระบบศีลธรรมตายตัว และทำให้มาตรฐานทางคุณค่าที่นิทซ์เช่เสนอ คือ มาตรฐานแห่งอำนาจ กลายเป็นมาตรฐานทางคุณค่าเพียงมาตรฐานเดียวที่ควรแก่การยอมรับแทนคุณค่าแบบเก่า ทรรศนะเรื่องนิจวัฏซึ่งนำไปสู่การปฏิเสธพระเจ้าและศีลธรรมตายตัวแบบเดิมนี้เองทำให้ต้องปฏิเสธความหมายของโลกที่เคยยึดถือกันมาแต่เดิม และจัดเป็นลัทธิสุญนิยมจัดที่สุดรูปแบบหนึ่ง แนวความคิดแบบลัทธิทำลายล้างนี้ นิทซ์เช่เชื่อว่าก่อให้เกิดวิกฤติทางคุณค่าขึ้นและกระตุ้นให้มนุษย์เรา โดยเฉพาะพวกที่แข็งแกร่ง ค้นให้คุณค่าใหม่ที่เหมาะสมกับตน โดยเป็นอิสระจากคุณค่าแบบเดิมที่เคยผูกมัดสัญชาตญาณตามธรรมชาติของเขาไว้ เมื่อพวกที่เข้มแข็งได้กลับคุณค่าใหม่แล้ว พวกเขาก็สามารถคืนสู่ความเป็นตัวของตัวเอง กลับคืนมาสู่สัญชาตญาณตามธรรมชาติของเขา รวมทั้งกลับคืนสู่ความเป็นธรรมชาติของโลก แต่การกลับคืนสู่ธรรมชาติดั้งเดิมเท่านั้นยังไม่เพียงพอ เพราะว่าทรรศนะเรื่องนิจวัฏสอนว่ามนุษย์จะต้องเผชิญกับชีวิตแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนชั่วนิรันดร ดังนั้นผู้ที่มีความแข็งแกร่งย่อมจะต้องพบกับนิรันดรภาพของตนเองอย่างที่ตนพอใจที่สุด นั่นคือ เขาจะต้องเป็นผู้สร้างคุณค่าและกฎเกณฑ์สำหรับตนเอง สร้างสรรค์ตนเองให้สมบูรณ์ที่สุดในทุกๆด้าน และก้าวข้ามจากความเป็นมนุษย์ธรรมดาไปสู่ความเป็นผู้เหนือมนุษย์ และโดยนัยกลับกัน ผู้ที่เป็น “อภิมนุษย์” ย่อมต้องการตัวเองในแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เขาย่อมต้องการนิรันดรภาพเพราะความสุขที่เขาได้รับในชีวิตที่เขาเองเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นมา และถึงแม้ว่าชีวิตของเขาจะมีความทุกข์ทรมานอยู่ด้วยก็ตาม แต่เขาก็ยังคงยืนยันชีวิตในแบบเดิมนี้ เพราะเขารู้ความสุขที่เขาได้รับไม่อาจแยกออกจากความทุกข์ที่เขารู้จัก ดังนั้น อภิมนุษย์ ซึ่งนิทซ์เช่เรียกในนาม “ดีโอนีซุส” นั้นจึงเป็นผู้ที่ยืนยันในชีวิตอย่างสูงสุด เพราะเขาไม่เพียงแต่เป็นผู้ยอมรับชีวิตไม่ว่าทุกข์หรือสุขในปัจจุบันนี้เท่านั้น แต่เขายังปรารถนาชีวิตแบบเดียวกันนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปจนชั่วนิรันดร นิทซ์เช่เรียกความปรารถนาเช่นนี้ว่า ความรักในชะตากรรม |
| บรรณานุกรม | : |
วนิดา คุตตวัส . (2523). ความสัมพันธ์ระหว่างทรรศนะเรื่องนิจวัฏกับการวิจารณ์จริยศาสตร์ ของนิทซ์เช่.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วนิดา คุตตวัส . 2523. "ความสัมพันธ์ระหว่างทรรศนะเรื่องนิจวัฏกับการวิจารณ์จริยศาสตร์ ของนิทซ์เช่".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วนิดา คุตตวัส . "ความสัมพันธ์ระหว่างทรรศนะเรื่องนิจวัฏกับการวิจารณ์จริยศาสตร์ ของนิทซ์เช่."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2523. Print. วนิดา คุตตวัส . ความสัมพันธ์ระหว่างทรรศนะเรื่องนิจวัฏกับการวิจารณ์จริยศาสตร์ ของนิทซ์เช่. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2523.
|
