| ชื่อเรื่อง | : | สิทธิและหน้าที่ของสตรีตามกฎหมายไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ |
| นักวิจัย | : | ลำพรรณ น่วมบุญลือ |
| คำค้น | : | สิทธิสตรี -- สมัยรัตนโกสินทร์ , สตรี -- สถานภาพทางกฎหมาย |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | ธานินทร์ กรัยวิเชียร , วิมลศิริ ชำนาญเวช , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย |
| ปีพิมพ์ | : | 2519 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/17630 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (อ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2519 วิทยานิพนธ์เรื่องนี้เป็นการศึกษาวิวัฒนาการแห่งสิทธิและหน้าที่ของสตรีไทย ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เน้นในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยอาศัยกฎหมายต่างๆ เช่นกฎหมายตราสามดวง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติอื่นๆ เป็นหลักในการวิเคราะห์ ความมุ่งหมายในการศึกษาเรื่องนี้ เพื่อพิจารณาถึงบทบาทและสถานะภาพของสตรีทางสังคมและวัฒนธรรม ชี้ให้เห็นความสำคัญในเรื่องความเสมอภาคแห่งสิทธิและหน้าที่ของชายและหญิงในกฎหมาย โดยเน้นถึงความสำคัญของหญิงในฐานะเป็นคู่ชีวิตของชาย และความพยายามที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศคติที่มีต่อสตรีไปในทางที่ทำให้เข้าใจสตรีดียิ่งขึ้น จากการศึกษาวิเคราะห์ สรุปได้ว่า ฐานะของสตรีตามกฎหมายไทยสมัยก่อนด้อยกว่าบุรุษมาก สตรีมีแต่ภาระหน้าที่ ส่วนสิทธิแทบจะไม่มีเลย สามีเป็นหัวหน้าครอบครัว มีอำนาจเหนือภรรยาแม้แต่จะเฆี่ยนตีสั่งสอนก็ได้ ชายสมัยก่อนมีสิทธิในการมีภรรยาได้หลายคนโดยถูกต้องตามกฎหมาย ภรรยาคนใดที่ได้รับการยกย่องจากสามีให้เป็น "แม่เจ้าเรือน" จะมีศักดิ์เป็นภรรยาหลวง หญิงเองก็ยอมรับสภาพว่าตนอยู่ในความคุ้มครองสามีทั้งในบ้านและนอกบ้าน ตามประเพณีที่ถือว่าชายเป็นช้างเท้าหน้าหญิงเป็นช้างเท้าหลังตามกฎหมายสมันก่อน หญิงมีฐานะเป็นเพียงทรัพย์สินอย่างหนึ่งของสามี สามีอาจขายหรือจำนำภรรยาเสียก็ได้ ด้านทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา หญิงไม่มีสิทธิจัดการทรัพย์สินใดๆ ด้วยตนเอง เมื่อหย่าร้าง การแบ่งสินสมรสให้ชายได้ 2 ส่วน หญิงได้เพียง 1 ส่วน ตามหลัก "ชายหาบ หญิงคอน" เพราะถือว่าชายเป็นหัวหน้าในการทำมาหากิน งานและความสามารถของหญิง นอกเหนือจากงานในบ้านยังไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมหลังจากประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และ บรรพ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2478 แล้ว สิทธิของสตรีก้าวหน้าขึ้นมาก กล่าวคือ ชายมีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายได้เพียงคนเดียว การแบ่งสินสมรสใช้หลัก "เสมอภาค" คือได้ส่วนแบ่งคนละครึ่ง แต่สิทธิของหญิงยังไม่เท่าชายทุกประการ คือไม่อาจจัดการทรัพย์สินที่เกี่ยวกับสินบริคณห์ได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากสามี และไม่สามารถฟ้องหย่าได้เมื่อสามีนอกใจ ส่วนสามีสามารถฟ้องหย่าได้เมื่อภรรยาคบชู้ เมื่อสตรีได้รับการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ภาวะเศรษฐกิจบีบบังคับให้สตรีต้องออกทำงานนอกบ้าน เพื่อช่วยสามีเพิ่มพูนรายได้ แต่สตรียังประสบปัญหาด้านค่าจ้างแรงงานซึ่งได้รับอัตราต่ำกว่าชายในงานเกือบทุกประเภท และงานอาชีพหลายอย่างไม่ยอมรับสตรีเข้าทำงาน เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ปลัดอำเภอ เป็นต้น ความเท่าเทียมอย่างสมบูรณ์ระหว่างชายและหญิงตามกฎหมายเพิ่งได้รับการรับรองเมื่อ พ.ศ. 2517 โดยกำหนดไว้ในมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บทบัญญัติใดๆ ที่ขัดต่อความเท่าเทียมแห่งสิทธิและหน้าที่ระหว่างเพศ ต้องได้รับการแก้ไข สำหรับการแก้ไขกฎหมายครอบครัวให้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมชายนั้น สภาผู้แทนราษฎรยอมรับหลักการแล้ว อยู่ระหว่างการแปรญัตติในการพิจารณาในวาระที่ 1 นอกจากนี้ อคติที่บุคคลในสังคมที่มีต่อหญิงว่าหญิงไม่มีความสามารถเท่าชายก็ต้องขจัดให้หมดไป ทั้งนี้หญิงเองต้องแสดงความสามรถให้ประจักษ์ ขณะเดียวกัน หญิงต้องคำนึงถึงความสำคัญของภาระหน้าที่ในบ้านไม่น้อยไปกว่างานนอกบ้าน ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาเรื่องนี้ก็คือ ทำให้ทราบถึงความเหลื่อมล้ำในสิทธิระหว่างชายและหญิงตามกฎหมาย และได้มีการต่อสู้ของหญิงไทยในปัจจุบัน เพื่อเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกันจนประสบความสำเร็จ ซึ่งจะมีผลต่อสังคม คือ สามารถใช้ทรัพยากรมนุษย์ได้เต็มที่ เนื่องจากสตรีที่มีจำนวนประมาณครึ่งของประเทศ จะมีส่วนสร้างชาติบ้านเมืองให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น |
| บรรณานุกรม | : |
ลำพรรณ น่วมบุญลือ . (2519). สิทธิและหน้าที่ของสตรีตามกฎหมายไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ลำพรรณ น่วมบุญลือ . 2519. "สิทธิและหน้าที่ของสตรีตามกฎหมายไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ลำพรรณ น่วมบุญลือ . "สิทธิและหน้าที่ของสตรีตามกฎหมายไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2519. Print. ลำพรรณ น่วมบุญลือ . สิทธิและหน้าที่ของสตรีตามกฎหมายไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2519.
|
