| ชื่อเรื่อง | : | การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องชุมชนบ้านโนนคำแก้ว ตำบลไพบูลย์ อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี |
| นักวิจัย | : | ดลฤดี จันทร์แก้ว |
| คำค้น | : | การเพิ่มประสิทธิภาพ , ผลิตภัณฑ์ข้าวกล้อง , หลักการบริหารจัดการ , หลักส่วนประสมทางการตลาด |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2555 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG53E0008 , http://research.trf.or.th/node/7264 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การศึกษาวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องชุมชนบ้านโนน คำแก้ว ตำบลไพบูลย์ อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี” มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไปและบริบท ชุมชนของหมู่บ้านโนนคำแก้ว ตำบลไพบูลย์ อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี (2) เพื่อศึกษาศักยภาพและข้อจำกัด ด้านการบริหารจัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องในชุมชน รวมทั้งแนวทางการทำการตลาดผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และ (3) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ และการตลาดของผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการวิจัยแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) จัดเก็บข้อมูลโดยผ่านเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การแสดงความคิดเห็น กระบวนการเก็บข้อมูลบริบทชุมชนอย่างมีส่วนร่วม และข้อมูลอื่นๆจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า 1. ข้อมูลทั่วไปและบริบทชุมชนของหมู่บ้านโนนคำแก้ว ชุมชนบ้านโนนคำแก้วเริ่มจากการอพยพเพื่อหาแหล่งทำมาหากินของ 2-3 ครอบครัว จากจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อจับจองพื้นที่ทำกินและตั้งรกรากบริเวณหนองชาติหรือที่เรียกตามภาษาเขมรว่า “ตะเปลียงปริณ” หนองชาติเป็น พื้นที่ในเขตการปกครองของกิ่งอำเภอน้ำยืน ณ ขณะนั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 กิ่งอำเภอน้ำยืนปรับเป็นอำเภอน้ำขุ่น ส่วนท้องที่บ้านโนนคำแก้วได้ปรับให้อยู่ในเขตการปกครองของ ตำบลไพบูลย์ อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันผู้ใหญ่บ้านคือนายประจญ พงษ์สุระ ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารภายในท้องถิ่นมี 4 ภาษา คือ ภาษาเขมร ภาษาส่วย ภาษาไทยอีสาน และภาษาไทย ปัจจุบันภาษาท้องถิ่นก็เริ่มลดหายไปกับการเข้ามาแทนที่ ของเทคโนโลยีและกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ยังคงใช้ภาษาเขมรสื่อสารกันภายในชุมชน ส่วนภาษาไทยจะใช้สื่อสารกับ บุคคลต่างถิ่นหรือหน่วยงานราชการ บ้านโนนคำแก้วอยู่ห่างจากตัวอำเภอน้ำขุ่น เป็นระยะทาง 17 กิโลเมตร ตามถนนลาดยาง 6 กิโลเมตร ถนน ลูกรัง 11 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี 114 กิโลเมตร ลักษณะของคนในชุมชนมีความเป็นอยู่แบบพึ่งพา อาศัยกันไม่มีการแบ่งแยก เป็นพรรค เป็นพวก ช่วยเหลือเกื้อกูลกันดุจญาติมิตร สังเกตได้จากนามสกุลของคนใน หมู่บ้านที่มาจากตระกูลที่เริ่มตั้งหมู่บ้านในอดีต สิ่งที่ใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านยังเป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติที่มา จากความเชื่อของชุมชน ได้แก่ การเข้าทรง การเป่าคาถาเพื่อรักษาโรค และการเสี่ยงทาย บางส่วนก็ใช้สำนักสงฆ์ และ ดอนปู่ตา เป็นที่ยึดเหนี่ยวเช่นเดียวกัน อาชีพส่วนใหญ่ คือการทำนาซึ่งเป็นการทำนาปี รองลงมา คือการทำไร่ ได้แก่ ไร่มันสำปะหลัง ไร่มันแกว ไร่แตงโม ไร่แตงกวา และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแต่ละครอบครัว แหล่งอาหารของชุมชนยังคงพึ่งพา ธรรมชาติ ได้แก่ ลำห้วยซอม ห้วยร่องกลาง หนองชาติ (ตะเปลียงปริน) แต่ปัจจุบันการดำรงชีวิตประจำวันของคน ในชุมชนเริ่มเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ต้องซื้อหาอาหารตามตลาด ออกไปทำงานนอกพื้นที่ และสร้างรายได้จากการใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือจากการอบรมจากภาครัฐ ซึ่งในชุมชนนี้มีหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน เช่น การทอเสื่อจากเตยหนาม แปรรูปทำขนม การผลิตข้าวกล้อง เป็นต้น 2. ข้อมูลกลุ่มข้าวกล้องบ้านโนนคำแก้ว เกิดจาการรวมกลุ่มของเครือญาติ และคนในชุมชนที่มีความรู้ ความสามารถจากการถ่ายทอดของบรรพบุรุษ ในการผลิตข้าวกล้องที่มีอัตลักษณ์และเทคนิคพิเศษในการผลิตข้าวกล้องให้หอม นุ่ม ที่เรียกว่า “การซอมข้าว” และยัง ได้ผู้นำกลุ่มอย่างนางสมนึก จันทนา ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านเห็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ของชุมชน และได้รับการสนับสนุนจากรัฐร่วมกันจัดตั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องบ้านโนนคำแก้วในปี พ.ศ.2542 และความรู้ เกี่ยวกับการบริหารจัดการกลุ่มในการดำเนินงาน จนได้รับการรับรองจากการประกวดผลิตภัณฑ์ในจังหวัด อุบลราชธานีให้เป็นสินค้า OTOP ระดับ 4 ดาวในปี 2549 การทำการตลาดของผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องใช้วิธีการแบบปาก ต่อปากของลูกค้าที่เคยรับประทานข้าวกล้องซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี เห็นได้จากการซื้อซ้ำ ของลูกค้าที่เคยรับประทานข้าวกล้องชุมชนโนนคำแก้ว จึงทำให้กระบวนการผลิตสินค้าเป็นไปตามคำสั่งซื้อ โดยเมื่อลูกค้าต้องการสั่งซื้อสินค้า จะมีการแจ้งความต้องการข้าวกล้องกับบุคคลที่ตนเคยซื้อ จึงส่งผลให้ยอดการขาย และการผลิตกระจุกตัวอยู่ที่คนเพียงไม่กี่คน ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะของการผลิตเพื่อขายแบบรายบุคคลไม่ใช่รายกลุ่ม ทำให้สมาชิกกลุ่มบางคนไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำงานและรายได้ สมาชิกบางคนต้องออกไปหากิจกรรมอื่นทำแทน 3. การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ และการตลาดของผลิตภัณฑ์ข้าวกล้อง การใช้วิธีการวิเคราะห์ตนเองของกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องโดยวิธีการเปิดโอกาสให้แสดงความ คิดเห็นใช้เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องสามารถหาบทสรุปของข้อดี ข้อเสีย และ โอกาสรวมทั้งอุปสรรคในการทำงานของกลุ่ม กุล่มมีมติว่าควรเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องบ้านโนนคำแก้ว และการตลาดของผลิตภัณฑ์ข้าวกล้อง ซึ่งจะใช้วิธีการประชุมกลุ่ม ชาวบ้าน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การอบรมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของชุมชน และการจัดเวทีสาธารณะ เพื่อให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ รูปแบบของแนวทางของการพัฒนาการบริหารจัดการ และการตลาดของผลิตภัณฑ์ข้าวกล้อง จึงใช้การอบรมและเรียนรู้จากเหตุการณ์จริง และนำหลักการบริหาร จัดการ (POLC)ไปทดลองปฏิบัติเพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องชุมชนบ้านโนนคำ แก้ว พบว่าโครงสร้างการบริหารจัดการกลุ่มที่มีความสับสน ไม่มีรูปแบบ กลุ่มจึงมีมติปรับโครงสร้างให้ เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกที่มีอยู่และสามารถดูแลกันได้ทั่วถึง ผู้ที่จะทำหน้าที่ควรมีความยินดีในการรับ ตำแหน่ง และเป็นที่ยอมรับของสมาชิกในกลุ่ม ใช้วิธีการทดลองปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยมีทีมพี่เลี้ยงคอยแนะนำ ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งงานสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องและใช้เวทีการประชุมเพื่อหา แนวทางการทำงานที่ถูกต้องเหมาะสมได้พร้อมกัน การทำการตลาดของกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องเมื่อผ่าน การอบรมและเรียนรู้จากสภาพความเป็นจริง และนำไปทดลองปฏิบัติ สามารถเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากการลง มือปฏิบัติจริง พร้อมการมีผู้ชี้แนะในการทำตลาด ทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องได้รูปแบบการทำการตลาด โดยนำหลักส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix : 4’Ps) เข้ามาปรับใช้เพื่อการทำการตลาดของกลุ่ม เมื่อนำหลักทางวิชาการทั้งสองส่วนคือ หลักการบริหารจัดการ (POLC) และหลักส่วนประสมทาง การตลาด (Marketing Mix : 4’Ps) มาปรับใช้กับกลุ่ม ส่งผลให้กลุ่มเกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ กลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม สมาชิกในกลุ่มรู้บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของตน เกิดการดึงเอาศักยภาพของ สมาชิกมาใช้ในกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยอดขายเพิ่มขึ้น เป็นการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกและชุมชน อย่างเห็นได้ชัด ทำให้สมาชิกและชุมชนเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ |
| บรรณานุกรม | : |
ดลฤดี จันทร์แก้ว . (2555). การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องชุมชนบ้านโนนคำแก้ว ตำบลไพบูลย์ อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี.
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ดลฤดี จันทร์แก้ว . 2555. "การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องชุมชนบ้านโนนคำแก้ว ตำบลไพบูลย์ อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ดลฤดี จันทร์แก้ว . "การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องชุมชนบ้านโนนคำแก้ว ตำบลไพบูลย์ อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2555. Print. ดลฤดี จันทร์แก้ว . การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องชุมชนบ้านโนนคำแก้ว ตำบลไพบูลย์ อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2555.
|
