ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไท

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไท
นักวิจัย : ฉัตรทิพย์ นาถสุภา
คำค้น : ประวัติศาสตร์สังคมมวัฒนธรรมชนชาติไท
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2542
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RTA3880004 , http://research.trf.or.th/node/4579
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการ “ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไท” ประกอบด้วยนักวิชาการและ นักศึกษาชาวไท ทั้งในและนอกประเทศไทย 15 คน วิจัยแบบประวัติศาสตร์ อ่านพงศาวดาร เรื่องเล่า และหนังสือในเอกสารภาษาไทถิ่น ภาษาจีน และภาษาตะวันตก ทำงานสนามสังเกต การณ์และสัมภาษณ์ในแทบทุกเขตที่ชาวไทอาศัยนอกประเทศไทย ชาวไทนอกประเทศไทย เหล่านี้มีจำนวน 30-40 ล้านคน อาศัยอยู่ในมณฑลกวางรี (จีน) สิบสองจุไทย (เวียดนาม) ลาว รัฐฉาน (พม่า) และรัฐอัสสัม (อินเดีย) แทบทั้งหมดยกเว้นชาวไทอาหมในรัฐอัสสัมยังคงพูดภาษา ไท กลุ่มวิจัยมีข้อค้นพบสำคัญ 3 ข้อ คือ 1. สถาบันชุมชนหมู่บ้านมีความสำคัญมากในสังคมและวัฒนธรรมชนชาติไท ชาวไทถือว่า ชุมชนเป็นเสมือนสิ่งมีชีวิตมีทั้งร่างกายและขวัญ หมู่บ้านไทมีความเป็นชุมชนเข้มข้น มีระบบ แบ่งที่ดินทำกินใหม่เป็นช่วงระยะตามขนาดของครอบครัว มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันและน้ำ ใจเป็นพื้นฐานของชีวิต มีพิธีกรรมต่าง ๆ แสดงความสำคัญของบรรพบุรุษผู้เฒ่าผู้แก่ ครอบครัว และชุมชน พิธีโบราณมากพิธีหนึ่งคือพิธีเรียกขวัญ สมาชิกของชุมชนสนับสนุนทางจิตใจแก่กัน และกัน ทุกชุมชนมีสถานที่รวมศูนย์ของสมาชิก ในประเทศลาวคือศาลปู่ตา ในรัฐฉานคือใจบ้าน สถาบันชุมชนหมู่บ้านไทดำรงอยู่สืบเนื่องมาข้ามกาลเวลา ไม่ว่าระบบเศรษฐกิจสังคมที่ครอบอยู่ ข้างบนจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรชุมชนหมู่บ้านเป็นรากฐานของเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชาวไท รวมทั้งชาวไทยประเทศไทย 2. วัฒนธรรมหมู่บ้านไทเป็นวัฒนธรรมของชาติไทโดยธรรมชาติ ชนชาติต่างๆในเขตเอเชีย อาคเนย์ตอนบน รวมถึงยูนนานและอัสสัม ได้รับวัฒนธรรมและภาษาไทเป็นสมบัติร่วมกัน ชน ชาติไทอาศัยอยู่บนที่ราบลุ่ม ขณะที่ชนชาติอื่นอาศัยอยู่บนภูเขาใกล้ ๆ ชนชาติอื่นเหล่านี้สื่อลง มายังที่ราบเพื่อค้าขายกับชาวไทและชาวเผ่าอื่น เขาใช้ภาษาไท หมายความว่าดินแดนเอเชีย อาคเนย์ตอนบนเป็นดินแดนของชนชาติไทโดยธรรมชาติ ชุมชนต่าง ๆ ได้อยู่ร่วมกันมาเป็นเวลา นาน มีประสบการณ์ประวัติศาสตร์ร่วมกันและใช้ภาษาร่วมกัน มีวัฒนธรรมร่วมกัน วัฒนธรรมชุม ชนหรือวัฒนธรรมชาวบ้านสามารถที่จะเป็นแกนกลางของวัฒนธรรมแห่งชาติ วัฒนธรรมไท สามารถจะอยู่ในฐานะที่พิเศษอย่างนั้น คือเป็นทั้งวัฒนธรรมแห่งชาติและวัฒนธรรมชุมชนหมู่ บ้าน 3. วัฒนธรรมไทคงมีเส้นทางการพัฒนาวัฒนธรรมของตนเอง ต่างจากจีนหรืออินเดีย เมื่อ กว่า 1000 ปีมาแล้วมีสมาพันธรัฐไทครอบคลุมอาณาเขตยูนนานตะวันตกในปัจจุบัน รัฐฉานและ รัฐกะฉิ่นในพม่า สมาพันธรัฐเมาหลวงดำรงอยู่กว่า 500 ปีจนถึงคริสตศตวรรษที่ 16 แม้ใน ปัจจุบัน ณ ดินแดนดังกล่าวชาวบ้านทั้งหลายก็ยังคือคนไท พูดภาษาไท มีวัฒนธรรมไท จำนวน กว่า 5 ล้านคน อาจสืบสาววัฒนธรรมไทของสมาพันธรัฐเมาหลวงกลับไปได้ถึงวัฒนธรรมเยว่ใน ภาคใต้ของจีนโบราณ ชาวเยว่ใช้ภาษาไทร้องเพลงเมื่อ 2000 ปีที่แล้ว จดไว้โดยใช้ตัวอักษรจีน แทนเสียง เมื่อเราพิจารณาวัฒนธรรมไทแยกออกจากวัฒนธรรมจีนและอินเดีย จะเห็นการเกี่ยว พันกันมากขึ้นระหว่างวัฒนธรรมไทกับวัฒนธรรมมอญ-เขมร ของชนเผ่าและชาวเขาแห่งเอเชีย อาคเนย์ ผลงาน 1. ผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ (ดูรายละเอียดใน list of publication) 2. หนังสือ 1) แสวง มาละแซม. คนยองย้ายแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540 2) สุวิทย์ ธีรศาศวัต. ประวัติศาสตร์ลาว 1779-1975. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จำกัด, 2543 3) ชลธิรา สัตยาวัฒนา. สืบสานประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมไปเยว่ การสืบสาน เชิงมานุษยวิทยา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จำกัด, 2544 4) ภัททิยา ยิมเรวัต. ประวัติศาสตร์สิบสองจุไท. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จำกัด, 2544 5) สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์. ประวัติศาสตร์ไทใหญ่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จำกัด, 2544 6) ยศ สันตสมบัติ. หลักช้าง การสร้างใหม่ของอัตลักษณ์ไทในใต้คง. กรุงเทพฯ: สถาบันวิถีทรรศน์ , 2543 7) ยรรยง จิระนคร, รัตนาพร เศรษฐกุล. ประวัติศาสตร์สิบสองปันนา. กรุงเทพฯ: สถาบันวิถีทรรศน์ , 2544 8) กัญญา ลีลาลัย. การค้นคว้าประวัติศาสตร์ชนชาติไท. กรุงเทพฯ: สถาบันวิถีทรรศน์ , 2544 9) รณี เลิศเลื่อมใส. ฟ้า-ขวัญ-เมือง จักรวาลทัศน์ดั้งเดิมของไท: ศึกษาจากคัมภีร์ โบราณไทยอาหม. กรุงเทพฯ: สถาบันวิถีทรรศน์ , 2544 10) จ้าวหงหยิน, สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์ (แปลและเรียบเรียง). พงศาวดารเมืองไท (เครือ เมืองกูเมือง). เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์มบุคส์, 2544 11) สมปอง ไตตุมแก่น, ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (แปล). ประวัติศาสตร์ไทใหญ่. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์มบุคส์, 2544 12) เรณู วิชาศิลป์ (ปริวรรตและแปล), กรรณิการ์ พันชนะ. เชื้อเครือเจ้าแสนหวีสิบสอง พันนา. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์มบุคส์, 2544 13) สมปอง ไตตุมแก่น (แปล), รณี เลิศเลื่อมใส (เรียบเรียง). คำร้องในชีวิตและพิธีกรรม ชาวไทเหนือ (ไทใหญ่ในยูนนาน). เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์มบุคส์, 2544 This research studies the history of the migration and settlement of the Yong people in the city of Lamphun from 1805 to 1902 based on primary sources, for example, “The Chronicle of Muang Yong” and document at the National Archives. Other sources included interviews with leaders in the communities where Yong people reside. The findings reveal that the Yong people have been migrating into LanNa since the era of Phya Tilokaraj of the Mangrai Dynasty. The most important migration was in 1805 in the reign of Phya Kawila of Chiang Mai. Phya Kawila pursued the policy of resettling people from Chiang Tung and Chiang Rung in to Chiang Mai and Lumphun, which had been deserted following many years of war against the Burmese troops. The resettling of the Yong population from Muan Yong in Lamphun made the city virtually entirely Yong. The Yong were able to safeguard and continue much of their culture, especially language. Since almost the whole population of Muang Yong was resettled the whole social structure there was brought along, namely the chief, his relatives, nobles, monks, soldiers and slaves. This greatly affected on the political structure of Lamphun especially at the initial period from 1805-1811. The Chief of Muang Yong even played a role in government affairs, unlike in the cities of Chiang Mai and Nan where massive evacuation also occurred. The first group of Yong migrants resettled in areas where agricultural production was suitable, particularly the lowlands along the Ping, Kuang, Tha, and Li Rivers. Later, the Yong spread to other lowlands. Muang Yong was an agricultural town. In Lamphun, most Yong people chose forming to make a living, something they had always done before their resettlement. There were also other small groups who were resettled in Lumphun along with the Yong, namely Shan, Khoen, and Karen. The ethnic diversity has made Lamphun a city which developed amidst social and cultural assimilation. The research on the Social and Cultural History of Sipsong Panna aims at studying the history of Sipsong Panna since the ancient time to the period of Kuomintang. The study starts from the local chronicles of Sipsong Panna which indicated the establishment of the local political communities of the primitive society. Before the development of urban society, the Lu lived as a small village society. The outstanding characteristic of the Sipsong Panna’s political system was the local autonomy which revealed the trace of the primitive society namely. The communal land ownership. The rights and duties of the members of the communities. Even when Sipsong Panna transformed to the feudal system, the king owned “land and water”, the village still had rights to manage their own resources with the support of the belief on spirits, the traditional belief of the Lu. Gegraphical location and environment had a crucial role in forming the Lu confederation, politcal system of Sipsong Panna. Self sufficient economy with small scale of trade, enough to support the local consumption, was the economic feature of Sipsong Panna until the beginning of the 20th century while belief in spirits and Buddhism were the main beliefs which controlled the Lu’s social behaviour and practices. China and Burma were the rulers of Sipsong Panna. However, the distance between Sipsong Panna and the two countries prevented the Lu from their influences. When the imperialism encroached on Asia, Sipsong Panna was divided among the powers. The bigger part was given to China, the rest was divided and included into British Burma and French Laos. The 19th century was a very critical time for Sipsong Panna. Political unrest and conflicts led to the Chinese forward movement to Sipsong Panna and eliminated the power of the “chao nai Lu”. China absorbed Sipsong Panna totally into the communist regime in 1950.

บรรณานุกรม :
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา . (2542). ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไท.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา . 2542. "ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไท".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา . "ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไท."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2542. Print.
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา . ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไท. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2542.