ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการวิจัย เรื่อง เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการวิจัย เรื่อง เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทย
นักวิจัย : ฉัตรทิพย์ นาถสุภา
คำค้น : -
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=RDG4340025 , http://research.trf.or.th/node/1135
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

โครงการวิจัยเรื่อง ผ้าทอไทลื้อ : การจัดการธุรกิจชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง การศึกษาเรื่อง “ ผ้าทอไทลื้อ : การจัดการธุรกิจชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง “ นี้ มุ่งศึกษาถึงแบบแผนการทอผ้าของชุมชนไทลื้อในอดีต ตลอดจนสถานภาพของชุมชนกับการจัดการธุรกิจชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง และบทบาทธุรกิจชุมชนกับการพัฒนาทางเลือกในการพึ่งตนเองของชุมชน โดยมีกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติร่วมกัน ( Interactive learning through action ) ทั้งจากการดำเนินงานร่วมกันการประชุมกลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็น การิเคราะห์และแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ร่วมกัน การเข้าร่วมกิจกรรม ประเพณี พิธีกรรม รวมทั้งการสำรวจและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกแล้วนำมาสังเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์บริบทที่เกี่ยวข้องกัน จากระบบภูมิปัญญาหรือวัฒนธรรมของชุมชนไทลื้อ ซึ่งนับได้ว่าเป็นองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการสืบทอดในเชิงวิถีชีวิตควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ดังนั้น “ การทอผ้าไทลื้อ “ จึงเป็นการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม ( Culture Reproduction ) และมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการดำรงอยู่ ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้เท่านั้น แต่ยังมีระบบคุณธรรม ศีลธรรมทางศาสนากำกับและแทรกอยู่ด้วย เช่น การเผื่อแผ่แบ่งปันให้ผู้อื่น การนำไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา การใช้เป็นเครื่องสักการะสำหรับพิธีกรรมต่างๆ ตามความเชื้อของคนไทลื้อ นอกจากนี้ยังเป็นระบบภูมิปัญญาที่มีรากเหง้าดั้งเดิมและเป็นจิตวิญญาณของคนในชุมชนไทลื้อ ที่แสดงให้เห็นถึงตัวตนและสังคมของชุมชนได้ โดยการทอผ้าเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่บ่งบอกถึงทักษะความชำนาญดั้งเดิม และยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิตที่ดำรงอยู่ในชุมชนมาก่อนที่แบบแผนการผลิตของชุมชนจะถูกกระทบจากกระแสทุนนิยมจากภายนอก การผลิตใหม่ที่มีการผสมผสานองค์ความรู้ในการทอผ้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ นั่นคือ ได้เกิดการเรียนรู้และมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา จนสามารถพัฒนาเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ก่อให้เกิดรายได้จุนเจือครอบครัวหรือจะมองได้อีกลักษณะหนึ่งว่าเป็นธุรกิจรายครัวเรือนที่สามารถเชื่อมโยงกับเป็นกลุ่มธุรกิจชุมชนในระดับตำบลได้ ตามขนาดและระดับการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ สถานภาพของชุมชนในอดีตที่ผ่านมามีการทอผ้าในลักษณะการใช้องค์ความรู้เดิมมาผสมผสานแล้วผลิตซ้ำขึ้นใหม่ และมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการดำรงอยู่ภายใต้กระแสของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมแล้วพัฒนาและเลือกมาใช้เป็นระบบธุรกิจของชุมชน ซึ่งระบบดังกล่าวนี้ อาจไม่ใช่รูปแบบที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจชุมชนในเชิงผลตอบแทนด้านกำไรและการเติบโตของกิจการหรือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต หากแต่ต้องอาศัยทุนเดิมและการมีส่วนร่วมในการคิดค้นว่า จะผลิตอะไร จะขายให้ใคร จะขายอย่างไรและชุมชนไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการทำธุรกิจชุมชนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และจากการศึกษายังพบว่า ธุรกิจชุมชนที่จะพึ่งตนเองได้นั้นจะต้องทำควบคู่ไปกับอาชีพอื่นๆ เช่น อาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของเกษตรกรในชนบท อาชีพช่างไม้ช่างปูน อาชีพรับจ้างอื่นไปพร้อมๆ กัน โดยอยู่บนฐานความหลากหลายทางด้านอาชีพ จึงเป็นแนวทางหนึ่งสำหรับการพึ่งตนเองของชุมชน อีกทั้ง ธุรกิจชุมชนยังเป็นแนวทางในการยกระดับรายได้ ชีวิต ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของชุมชนในชนบทที่เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศและเป็นรากฐานการพัฒนา หากชุมชนเหล่านี้มีงานทำและมีรายได้ที่สูงขึ้นจะช่วยลดปัญหาต่างๆ ในสังคมได้และส่งผลกระทบด้านบวกต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยในการประกอบธุรกิจชุมชนควรมุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเอง ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบในชุมชน โดยคนในชุมชน เพื่อคนในชุมชน ให้คนในชุมชนได้คิดเอง วางแผนและตั้งเป้าหมายด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากในประเทศได้และสามารถลดปัญหาทางสังคมจากการอพยพแรงงานเข้าสู่เมืองใหญ่เพื่อหางานทำ โดยเฉพาะในช่วงที่ว่างจากการผลิตในภาคการเกษตร อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวต่อไปอีกด้วย ดังนั้น การพัฒนาธุรกิจชุมชนจากผ้าทอไทลื้อ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่นำไปสู่สภาวะที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงอยู่ได้อย่างสมดุลและเหมาะสมกับชุมชน ทั้งนี้โดยมีภูมิปัญญาและวัฒนธรรมชุมชนเป็นรากฐานการพัฒนา รวมทั้งการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามการพัฒนากระแสหลัก ทั้งในแนวทางยอมรับและปรับตัวเพื่อการคัดเลือกคัดสรรสิ่งใหม่ๆ ผสมผสานให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและที่สำคัญชุมชนมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จึงสามารถพัฒนาอาชีพไปสู่การพัฒนาเป็นธุรกิจชุมชนต่อไปได้ การสร้างเศรษฐกิจแห่งชาติบนรากฐานเศรษฐกิจชุมชนไทย ในการตอบคำถามว่าจะสามารถสร้างเศรษฐกิจแห่งชาติบนรากฐานเศรษฐกิจชุมชนได้หรือไม่ นั้น งานวิจัยได้หาคำตอบโดยเริ่มจากการตั้งคำถามว่า ชุมชนกับรัฐชาติเป็นปฏิปักษ์กันโดยพื้นฐานหรือไม่ ซึ่งได้พบว่า ชุมชนกับรัฐชาติไม่ได้เป้ฯปฏิปักษ์กันโดยพื้นฐาน แม้ว่าชุมชนกับรัฐชาติจะไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กันโดยพื้นฐาน แต่ขณะที่ระบบเศรษฐกิจชุมชนเป็นสิ่งที่มีอยู่เดิมในสังคมโบราณทั้งในชุมชนชนบทและชุมชนเมือง ในส่วนของระบบเศรษฐกิจชุมชนนั้น ได้พบว่าในขณะที่มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองสูง แต่ก็มีข้อจำกัดในการขยายตัวด้วยเช่นกัน กล่าวคือ มีขีดจำกัดด้านทิศทางการพัฒนาซึ่งยังคงเน้นการส่งออกและการแข่งขันในตลาดโลก ขีดจำกัดด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีจำกัดและเสื่อมโทรมในขณะที่ประชากรขยายตัวเพิ่มขึ้น และขีดจำกัดด้านการถือครองที่ดินแบบกระจุกตัวในสังคมไทย ซึ่งหากไม่มีการปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจังทั้งในด้านการกระจายการถือครองที่ดินสู่เกษตรกรและการจัดระบบเกษตรกรรมให้เหมาะสมกับพื้นที่แล้วระบบเศรษฐกิจชุมชนก็ไม่อาจขยายตัวได้ ส่วนระบบเศรษฐกิจแห่งชาติยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยในระบบเศรษฐกิจไทย มีเพียงระบบเศรษฐกิจมหภาคของระบบทุนนิยมเท่านั้นที่ครอบงำทั้งสังคมไทยอยู่ ถ้าจะสร้างเศรษฐกิจแห่งชาติบนรากฐานของเศรษฐกิจชุมชน จึงต้องพยายามประสารเศรษฐกิจ 2 ระบบนี้เข้าด้วยกันในเฉพาะส่วนของระบบทุนที่เป็นสัญชาติไทย ซึ่งต้องหาว่า ในระบบเศรษฐกิจชุมชนกับเศรษฐกิจทุนนิยม มีอะไรที่เป็นแกนร่วมของเศรษฐกิจ 2 ระบบนี้ ซึ่งงานวิจัยพบว่าถ้าทุนนิยมไทยต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืนและไม่ต้องการถูกกระทบทุนโลกแย่งยึดทรัพย์ไป ก็จำเป็นต้องพึ่งตนเอง พึ่งพากันและกัน เรียนรู้จากกันและกัน และรักษาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคม ซึ่งเป็นแกนเดียวกับระบบเศรษฐกิจชุมชน จากการศึกษาวิจัยยังพบว่า ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐ สถาบันหลักต่างๆ อันประกอบด้วย รัฐบาล รัฐธรรมนูญ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันศาสนา สถาบันกองทัพแลองค์กรพัฒนาเอกชน ต่างมีทิศทางสนับสนุนการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจชุมชน และต้องการให้เป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตามเราพบปัญหาว่า รัฐในปัจจุบันได้เริ่มเปลี่ยนหน้าที่จากรัฐชาติ เป็นรัฐตลาด จึงเกิดคำถามว่ารัฐไทยในยุคโลกาภิวัตน์ในมือชนชั้นนายทุน จะทำหน้าที่เป็นผู้นำการสร้างเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือจะนำไปสู่การทำให้เศรษฐกิจชุมชนและท้องถิ่นกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งงานวิจัยนี้ยังมีขีดจำกัดในการหาคำตอบต้องเสนอเป็นคำถามที่ส่งมอบให้หน่วยงานหรือนักวิชาการอื่นๆ ร่วมกันหาคำตอบต่อไป เศรษฐกิจพอเพียงภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์การเกิดขึ้น การดำรงอยู่ และการปรับตัวของเศรษฐกิจพอเพียงว่า ภายใต้บริบททางสังคมที่เปลี่ยนผ่านจากสังคมประเพณีมาสู่สังคมทันสมัยนั้น เศรษฐกิจพอเพียงสามารถดำรงอยู่และปรับตัวไปโดยมีเงื่อนไข ปัจจัยและกระบวนการอย่างไร โดยได้กำหนดนิยามและขอบเขตของเศรษฐกิจพอเพียงว่าประกอบด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 4 ประการ คือ การผลิต การบริโภค การแลกเปลี่ยนและการจัดสรรผลผลิต เนื่องจากการศึกษานี้มุ่งหมายที่จะอธิบายปรากฏการณ์เศรษฐกิจพอเพียงจากทัศนะและการให้ความหมายจากมุมมองของราษฎรในชนบทซึ่งเป็นผู้อยู่ในปรากฏการณ์ที่ทำการศึกษา ดังนั้นผู้ศึกษาจึงใช้วิธีวิทยาการศึกษาเชิงคุณภาพ และการสร้างข้อสรุปจากทฤษฎีฐานรากมาใช้ในการอธิบาย และทำความเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าว สำหรับการรวบรวมข้อมูลเพื่อตอบปัญหาการวิจัยนั้น ผู้ศึกษาได้ใช้วิธีการเลือกสนามศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง กล่าวคือ เลือกพื้นที่ที่มีคุณลักษณะตามนิยามและขอบเขตของเศรษฐกิจพอเพียงโดยพิจารณาจากลักษณะกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลัก 4 ประการ ตามที่ได้กำหนดไว้ ผลจากการศึกษาพบว่า เงื่อนไขสำคัญที่สุดของการเกิดขึ้น การดำรงอยู่และการปรับตัวของเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ การที่ชุมชนหรือหมู่บ้านยังคงมีอำนาจในการควบคุมดูแลจัดการทรัพยากรต่างๆ ของตนเอง อำนาจดังกล่าวนับเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การสร้างและพัฒนาระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพสำหรับการดำรงชีวิตด้านต่างๆ ในรูประบบบรรทัดฐานของหมู่บ้านที่ปรากฏอยู่ในจารีตประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ หรือพิธีกรรม ซึ่งเป็นผลเชื่อมโยงจากอิทธิพลของโลกทัศน์และระบบคุณค่าของชุมชน ปัจจัยดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจพอเพียงสามารถปรับตัวไปตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนผ่านจากสังคมประเพณีเข้าสู่สังคมทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า เมื่อหมู่บ้านต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงจากความทันสมัยต่างๆ เช่น การที่ถนนตัดผ่านเข้ามา การมีสาธารณูปโภคที่สะดวกสบาย หรือการเข้ามาแทรกแซงของอำนาจรัฐ รวมทั้งระบบทุนนิยมการค้า ที่มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมหลายด้าน ทำให้อำนาจในการจัดการทรัพยากรของชุมชนต้องถูกกระทบกระเทือน ผลที่เกิดขึ้นก็คือ บรรทัดฐานที่เคยมีบทบาทในการกำหนดและควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไว้ จำเป็นต้องปรับตัวไปภายใต้การจัดระเบียบสังคมใหม่ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากเดิม เป็นต้นว่า การสร้างบรรทัดฐานแบบพึ่งพาอาศัยกัน ( Norms of Reciprocal ) และการสร้างเครือข่ายที่ทำให้บุคคลมาสัมพันธ์กันในเรื่องเกี่ยวกับชุมชน ( Networks of Civic Engement ) ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนและทดแทนความสัมพันธ์แบบพึ่งพาในระบบเครือญาติที่มีบทบาทน้อยลงเมื่อเทียบกับในอดีต ดังนั้น จึงพบว่าภายในหมู่บ้านได้เกิดการรวมกลุ่มกันในรูปแบบต่างๆ ทั้ง คณะกรรมการป่าชุมชน กลุ่มเกษตรนิเวศ กลุ่มทอผ้า กลุ่มธนาคารข้าว รวมทั้งกลุ่มออมทรัพย์ ภายใต้ระบบการจัดการรูปแบบใหม่ที่เกิดจากความร่วมมือทั้งหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชนหรือแม้กระทั่งองค์กรระหว่างประเทศเพื่อสร้างศักยภาพในการปรับตัวโดยระบบหลากหลายทรัพยากรไม่ว่าจะเป็น ความรู้ทุน เทคโนโลยี ฯลฯ จากแหล่งต่างๆ นำมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่ร่วมกับของชุมชนที่มิได้ตัดตอนจากภูมิปัญญาเดิม แต่กลับได้นำความรู้ใหม่มาบูรณาการกันได้อย่างเหมาะสมปัจจัยเหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจพอเพียงยังคงสามารถดำรงอยู่ในชุมชนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของบริบทแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนตลอดมา อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระบวนการปรับตัวเพื่อดำรงอยู่ของเศรษฐกิจพอเพียง จะมิได้อยู่บนเส้นทางที่ราบรื่นปราศจากอุปสรรคและปัญหาใดๆ ตรงกันข้ามกลับพบว่ายังคงมีอุปสรรคและปัญหานานัปการที่ชาวบ้านจะต้องร่วมกันเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิธีการต่อสู้และเอาชนะปัญหาเหล่านี้ต่อไป รัฐในฐานะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและสนับสนุนชุมชนเหล่านี้ สามารถส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพดังกล่าวได้โดยการกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อการกระจายอำนาจจากส่วนกลางให้มากขึ้น พร้อมๆ ไปกลับการช่วยเหลือและสนับสนุนให้ชุมชนสามารถพัฒนาความเข้มแข็งของตนเองด้วยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายร่วมกัน ตามแต่สภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ดังกล่าวนี้มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นบนความสัมพันธ์ที่อยู่บนพื้นฐานของทุนทางสังคม ( Social Capital ) ของชุมชนนั้นเอง ชุมชนหมู่บ้านชาวนาปฏิวัติบนแผ่นดินอีสานตอนบน งานวิจัยเรื่องชุมชนหมู่บ้านชาวนาปฏิวัติบนแผ่นดินอีสานตอนบน เป็นงานวิจัยที่พยายามศึกษาภาพรวมของชุมชนหมู่บ้านชาวนา แถบริมฝั่งโขง “ นครพนม และ สกลนคร “ ที่เคยมีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นหมู่บ้านประชาชนพื้นฐาน ได้รับอิทธิพลจากพรรคคอมมิวนิสต์ งานวิจัยฉบับนี้พยายามให้ภาพทางประวัติศาสตร์ สังคม-วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และนิเวศวิทยาของชุมชนหมู่บ้านชาวนาอีสาน โดยอาศัยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าชุมชนหมู่บ้านชาวนาในภาคอีสานตอนบน มีความแตกต่างในประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน และมีความแตกต่างทางภาษา-ชาติพันธุ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ในชุมชนชาวนาที่นั่นยึดโยงกันด้วยระบบนามธรรม “ ผี-พุทธ “ หรือ ฮีต คอง ที่เรียกกันว่า “ ฮีต 12-คอง 14 “ ชุมชนชาวนาในภาคอีสานตอนบนฝักใฝ่ในเรื่องบุญกุศล ให้ความสำคัญในเรื่องจิตใจ และปรารถนาอยากเห็นสังคมแห่งความดีงาม หรือ สังคมอุดมธรรม ไม่มีการเบียดเบียน การเอารัดเอาเปรียบ ฉะนั้นเมื่อโครงสร้างทางสังคมของไทย ให้ความสำคัญกับคนชั้นสูงหรือเจ้านาย เจ้าหน้าที่รัฐมาก และมักเอาเปรียบชาวนา ชาวนาในชุมชนภาคอีสานตอนบน จึงต้องเรียกร้องหรือต่อสู้เพื่อได้มาซึ่งสังคมอุดมธรรม อันเป็นประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อใฝ่หาสังคมอุดมธรรมของสังคมชาวนามาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ช่วงกบฏชาวนา จนกระทั่งกระบวนการชาวนาปฏิวัติ 2500-2523 แต่การลุกออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพ-ประชาธิปไตยของผู้คนในสังคมชาวนาในช่วงต้น 2500 เพื่อทำลายโครงสร้างทางสังคมอันไม่เป็นธรรม กลับถูกรัฐมองและกล่าวว่าเป็นการต่อสู้เพื่อทำลายประเทศชาติและประชาชน และพยายามบิดเบือนอุดมการณ์ของชาวนาให้เป็นเรื่องของพรรคคอมมิวนิสต์ หมู่บ้านชนบทไทยที่มีชาวนาออกไปต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ จึงถูกเจ้าหน้าที่รัฐลงไปกระทำเข็ญต่อญาติพี่น้องของนักรบชาวนา เช่น การทำร้ายชาวนา ข่มขืนชาวนาผู้บริสุทธิ์ เผาชาวนา เผาบ้านเรือน นับเป็นยุควิกฤติ หรือยุคแช่เย็นทางจิตวิญญาณในสังคมชาวนาภาคอีสาน อย่างไรก็ตามชุมชนชาวนาปฏิวัติดังกล่าว แม้จะผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายยิ่งนัก ผัวพรากเมีย เมียพรากผัว พ่อพรากลูก สังคม-วัฒนธรรม ถูกทำลาย จนไม่น่าที่จะฟื้นคืนกลับมา แต่น่าแปลกยิ่ง หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งอันรุนแรงในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสงบ ชุมชนหมู่บ้านกลับฟื้นคืนมาอีกครั้ง โดยอาศัยรากฐานทางสังคมดั้งเดิม “ ข้าว “ ยังเป็นเส้นสายหลักของชุมชนชาวนาพุทธศาสนาและผีบรรพบุรุษ หรือพิธีกรรมทางนามธรรมยังนับเป็นตัวร้อยรวมความเป็นชุมชนชาวนา “ สังคมน้ำใจ “ “ สังคมพอเพียง “ ฉะนั้นตราบใดที่สังคมชาวนายังมีข้าว ยังมีพุทธศาสนาและความเชื่อทางนามธรรม อันมีเป้าหมายเพื่อสังคมดีงาม ชุมชนชาวนาไทยยังจะคงอยู่ และยังจะเป็นรากฐานหลัก ค้ำประเทศชาติไทยต่อไป The main objective of the research is to explain the process of the transformation of peasant economy in the Northeast region. The research argues that the transformation has been shaped by the interplay of two forces, namely the macro political economy of which the region is part, and the micro internal dynamism within peasant society and peasant household. Thus the secondary objectives of the research are to investigate peasant responses to capitalist development at community and household level, and to assess the impacts of their responses on the transformation process. The Nam Pong watershed has been selected for the study. This watershed is part of the largest river system of the region, and has been the target of modernization and capitalist development since the 1950s. The region’s largest dam was constructed as a basic infrastructure for modernized development, after which the watershed was divided into three main parts: the upstream, the reservoir, and the irrigated downstream areas. Three villages have been selected for the study, representing each of the three areas. Qualitative research methods are employed, with supplementary quantitative data from a questionnaire survey. The research finds that the interplay of the macro economic and political forces and the household and community adaptation has produced three types of economic and social transformation in the Nam Pong watershed. The first type is the one in which an entrepreneural enterprise has successfully developed; its success however leads to differential access to and control over resources, and gradually leads to differential accumulation of wealth in the community. The second type, developed in an irrigated area downstream, shows how agricultural development and diversification can generate both income and local employment, and can sustain the livelihood of the peasants. In the third type, however, agricultural production does not generate enough output or income to sustain the peasants’ livelihood. Therefore, the peasants have to diversify their economic activities into non-farm activities. Yet they do not give up agriculture, nor sell out their lands. This is a type of development shared by most of the villages in the Northeast region. The research shows that common characteristics of the northeast peasant economy transformation can be identified. These include: (1) the important role of peasant family considered as a unit of labor management and resource allocation; (2) the diversification of peasant household economic activities from land husbandry to non-farm employment, especially migration; (3) the prevalence of rice production for family consumption by peasant family farms; (4) the maintenance of land for cultivation by peasant households, making small landed family farms the major form of agricultural production unit and rural estate; and as a consequent, (5) the process of class differentiation and polarization is developing slowly in the peasant society. The research argues that the disposition of rural labor, found mostly in the form of urban migration, has resulted in the slow process of rural polarlization. Urban employment could provide additional sources of income, which enable the peasants to maintain the level of agricultural production and to retain their lands. Meanwhile, the disposition of capital among the richer peasants cannot develop fully. The growth of village entrepreneural activities is limited by the availability of natural resources, the opposition from fellow villagers, the competition from urban entrepreneurs and the peasant entrepreneurs’ unprofessionalism and low capital. Thus, these village entrepreneurs are reluctant to make much investment in their enterprise. Instead, they try to give high education to their children. As a consequence, the entrepreneurs do not use their surplus income to buy more lands. They also try to keep good relationship with their neighbors upon whom they may have to depend at old age, since their educated children will not live in the village. Therefore, although there are wealth differentiation within the village, a sense of community and mutual interdependence still prevails.

บรรณานุกรม :
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา . (2546). โครงการวิจัย เรื่อง เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา . 2546. "โครงการวิจัย เรื่อง เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา . "โครงการวิจัย เรื่อง เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2546. Print.
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา . โครงการวิจัย เรื่อง เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2546.