| ชื่อเรื่อง | : | ผลของยาแอสไพรินต่อการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดวัดโดยวิธีเวอร์ริฟายนาวแอสไพรินในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเปรียบเทียบกับในผู้ใหญ่ที่ไตทำงานปกติ |
| นักวิจัย | : | ณหทัย ฉัตรสิงห์ |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | สมชาย ปรีชาวัฒน์ , พลภัทร โรจน์นครินทร์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2558 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/51338 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558 ที่มาของปัญหาในการวิจัย โรคไตวายเรื้อรังนอกจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว ยังเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ปัจจุบันการป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังโดยการให้ยาต้านเกล็ดเลือดยังแนะนำให้ใช้ยาแอสไพรินเหมือนกับผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตปรกติ แต่การศึกษาที่ผ่านมามีความขัดแย้งกันถึงประโยชน์ของยาแอสไพรินต่อการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดในกลุ่มผู้ป่วยที่มีไตวายเรื้อรัง และยังมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังยังมีโอกาสเกิดภาวะดื้อต่อยาแอสไพรินได้มากกว่าผู้ป่วยไตปรกติ วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบภาวะดื้อต่อยาแอสไพรินในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง เทียบกับผู้ใหญ่ที่มีการทำงานของไตปรกติ วิธีการวิจัย เป็นการวิจัยแบบติดตามไปข้างหน้า (Prospective non-randomized clinical trial ) โดยคัดเลือกอาสาสมัครที่คลินิกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 ถึงเดือน มกราคม 2559 จำนวนทั้งหมด 26 ราย อาสาสมัคที่เข้าหลักเกณฑ์การคัดเลือกจะแบ่งเป็นกลุ่มไตปรกติเมื่อค่าครีอะตินีนน้อยหรือเท่ากับ 1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรหรือค่าอัตรากรองของเสียมากกว่าหรือเท่ากับ 90 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ1.73ตารางเมตร2และกลุ่มไตวายเรื้อรังเมื่อค่าอัตรากรองของเสียน้อยกว่าหรือเท่ากับ 15 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ1.73ตารางเมตร2ไตปรกติ ทั้งสองกลุ่มจะนำไปเจาะเลือดเพื่อดูการทำงานของเกล็ดเลือดโดยวิธีเวอร์ริฟายนาวแอสไพริน (VerifyNow Aspirin) ถ้าค่าการทำงานของเกล็ดเลือดผิดปรกติจะไม่นำมาศึกษาต่อ นำกลุ่มที่การทำงานของเกล็ดเลือดปรกติมารับประทานแอสไพริน 81 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลาเจ็ดวัน แล้วนำมาเจาะเลือดดูการทำงานของเกล็ดเลือดซ้ำอีกครั้ง ค่า Aspirin Reaction Units ( ARU) ที่ ≥550 แสดงถึงการดื้อยาแอสไพริน นำสัดส่วนการดื้อยาแอสไพรินของกลุ่มไตวายเรื้อรังมาเทียบกับกลุ่มไตปรกติ โดยใช้วิธี Chi-square test หรือ Fisher’s exact test และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ARU ของทั้งสองกลุ่มโดยใช้ independent sample t-test มีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษา ผู้ป่วยจำนวนยี่สิบหกคน แบ่งเป็นกลุ่มไตวายเรื้อรังสิบสามคน กลุ่มไตปรกติสิบสามคน เป็นผู้ชาย 69.2 เปอร์เซ็นต์ อายุเฉลี่ยกลุ่มไตวายเรื้อรังและกลุ่มไตปรกติเท่ากับ 67.9±10.8 ปีและ 64.3±7.8 ปีตามลำดับ ค่าเฉลี่ยอัตรากรองของเสียเท่ากับ 9.7±4.5 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ1.73ตารางเมตร2 ในกลุ่มไตวายเรื้อรัง โดยทั้งยี่สิบหกคนไม่มีรายใดที่มีค่าเกล็ดเลือดผิดปรกติก่อนได้ยาแอสไพริน ค่าเฉลี่ย ARU ก่อนได้แอสไพรินเท่ากับ 597.1 ± 37.6 และ 610.4 ± 35.0 ในกลุ่มไตวายเรื้อรังและกลุ่มไตปรกติ (p = 0.36) หลังได้รับยาแอสไพรินกลุ่มไตวายเรื้อรังและกลุ่มไตปรกติมี การดื้อต่อยาแอสไพรินสามราย( 23.1%) และสองราย( 15.4%) ตามลำดับ โดยการดื้อต่อยาแอสไพรินทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p=1.00) รวมถึงค่าเฉลี่ย ARU หลังได้ยาแอสไพรินก็ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(453.8 ± 91.2) ในกลุ่มไตวายเรื้อรัง และ เท่ากับ 470.8 ± 88.8 ในกลุ่มไตปรกติ , p =0.633) สรุปผลการศึกษา ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังมีภาวะดื้อต่อยาแอสไพรินไม่แตกต่างในผู้ใหญ่ที่มีการทำงานของไตปกติ |
| บรรณานุกรม | : |
ณหทัย ฉัตรสิงห์ . (2558). ผลของยาแอสไพรินต่อการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดวัดโดยวิธีเวอร์ริฟายนาวแอสไพรินในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเปรียบเทียบกับในผู้ใหญ่ที่ไตทำงานปกติ.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ณหทัย ฉัตรสิงห์ . 2558. "ผลของยาแอสไพรินต่อการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดวัดโดยวิธีเวอร์ริฟายนาวแอสไพรินในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเปรียบเทียบกับในผู้ใหญ่ที่ไตทำงานปกติ".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ณหทัย ฉัตรสิงห์ . "ผลของยาแอสไพรินต่อการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดวัดโดยวิธีเวอร์ริฟายนาวแอสไพรินในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเปรียบเทียบกับในผู้ใหญ่ที่ไตทำงานปกติ."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2558. Print. ณหทัย ฉัตรสิงห์ . ผลของยาแอสไพรินต่อการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดวัดโดยวิธีเวอร์ริฟายนาวแอสไพรินในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเปรียบเทียบกับในผู้ใหญ่ที่ไตทำงานปกติ. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2558.
|
