ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

ความคิดความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อเอดส์ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

หน่วยงาน ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : ความคิดความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อเอดส์ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
นักวิจัย : รัตนา มุขธระโกษา
คำค้น : 203 P.
หน่วยงาน : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2538
อ้างอิง : http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1222538000035
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วัตถุประสงค์ของการศึกษามี 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาความคิด ความรู้สึกและการดำรงชีวิต รวมทั้งพฤติกรรมต่างๆของผู้ติดเชื้อเอดส์ที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ครอบครัวและสังคมโดยแบ่งตามขั้นของการดำเนินโรค 2 กลุ่ม คือ ผู้ติดเชื้อเอดส์แต่ยังไม่ปรากฎอาการ และผู้ติดเชื้อเอดส์ปรากฎอาการ2) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อเอดส์ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ติดเชื้อเอดส์ที่มารับบริการที่คลีนิกภูมิคุ้มกันบกพร่องตึก ภปร.3แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน174 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 10.87 ของผู้ป่วยที่มารับบริการ4 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือแบบสอบถามซึ่งประกอบด้วยคำถาม 3 ส่วนคือ ส่วนแรกเกี่ยวกับข้อมูลทางชีวสังคมเศรษฐกิจของผู้ติดเชื้อเอดส์ ส่วนที่สองเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินโรค ความรู้เรื่องโรคกับความคิดความรู้สึก และพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อเอดส์ และส่วนที่สามคือทัศนคติและการปฏิบัติตัวของผู้ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อเอดส์กับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อเอดส์ในการวิจัยใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยาสังคมเป็นกรอบแนวคิดในการศึกษาวิจัย ผลการศึกษาวิจัยพบว่าผู้ติดเชื้อเอดส์ที่มารับบริการที่คลีนิคภูมิคุ้มกันบกพร่องโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ส่วนใหญ่เป็นชาย อยู่ในวัย 26-30 ปี เป็นโสด มีอาชีพรับจ้างรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 บาท มีถิ่นพำนักอยู่ในกรุงเทพเป็นส่วนใหญ่ การศึกษาจบชั้นมัธยมศึกษาหรือ ปวช. ระยะเวลาที่รับรู้การติดเชื้อเอดส์ถึงปัจจุบันส่วนใหญ่ 10-12 เดือน(คิดเป็นร้อยละ 21.3) เร็วที่สุด คือต่ำกว่า 3 เดือนนานที่สุดคือ 12 ปี (มี 1 ราย) ผู้ติดเชื้อเอดส์ส่วนใหญ่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นของโรคเอดส์ดีโดยเฉลี่ยสามารถตอบคำถามได้ถูกร้อยละ 70 ข้อมูลเกี่ยวกับโรคประจำตัวส่วนใหญ่สุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัวร้อยละ80.5 ส่วนที่เคยมีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีจำนวนร้อยละ 44.8 ที่เป็นหนองในและกามโรค ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อทดสอบสมมติฐานที่ 1 และ 2 ที่ตั้งไว้ว่าผู้ติดเชื้อเอดส์ที่มีลักษณะชีวสังคมเศรษฐกิจแตกต่างกัน มีความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมในการดำรงชีวิตภายหลังที่ทราบว่าติดเชื้อเอดส์แตกต่างกัน ผลจากการศึกษามีบางส่วนสนับสนุนสมมติฐานกล่าวคืออายุ สถานภาพสมรส อาชีพ รายได้ มีความสัมพันธ์กับความคิดความรู้สึกของผู้ติดเชื้อเอดส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและตัวแปรระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร ความคิดเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการทำงาน และการซักเสื้อผ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อาชีพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการซักเสื้อผ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่ดีขึ้นจากเมื่อแรกทราบว่าติดเชื้อเอดส์กับปัจจุบันแสดงให้เห็นการปรับตัวของผู้ติดเชื้อเอดส์ว่าส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีเรียนรู้ว่าหมดหวังของSaligman ที่เห็นได้ชัดเจนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการใช้ชีวิตในครอบครัวคือ พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์กับคู่สมรส โดยผู้ติดเชื้อเอดส์ส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อใช้ในการป้องกันโรค ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อพิสูจน์สมมติฐานที่ 3 และ 4 ที่ตั้งไว้ว่าขั้นของการดำเนินโรคเอดส์(มีอาการกับไม่มีอาการ) มีความสัมพันธ์กับความคิดและความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อเอดส์ ผลการศึกษามีบางส่วนสนับสนุนสมมติฐานดังกล่าวคือ ความรู้สึกหวาดกลัวความรู้สึกผิดหวัง และความรู้สึกอ่อนเพลียง่าย มีความสัมพันธ์กับขั้นของการดำเนินโรค กล่าวคือผู้ที่มีอาการมีความรู้สึกดังกล่าวมากกว่าผู้ที่ไม่มีอาการ พฤติกรรมการทำงานเกี่ยวกับสมรรถภาพในการทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ปริมาณการทำงาน และพฤติกรรมการใช้ชีวิตในครอบครัวเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับคู่สมรสมีความสัมพันธ์กับขั้นของการดำเนินโรค กล่าวคือ ผู้ติดเชื้อที่มีอาการจะมีความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมดังกล่าวมากกว่าผู้ที่ไม่มีอาการ นอกจากนี้การศึกษายังพบว่า ปัญหาของผู้ติดเชื้อเอดส์ส่วนใหญ่เป็นปัญหาทางจิตใจในเรื่องการยอมรับสภาพการเจ็บป่วยของตนเอง ผู้ติดเชื้อจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้าบอกเรื่องการเจ็บป่วยโรคนี้ต่อผู้ใกล้ชิด ดังนั้นผู้ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความรักความอบอุ่นและความเข้าใจ จึงมีอิทธิพลมากที่สุดสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์ สาเหตุที่ผู้ติดเชื้อเอดส์ไม่กล้าบอกก็เพราะความกลัวว่าเมื่อผู้ใกล้ชิดรู้ความจริง ผู้ติดเชื้ออาจจะสูญเสียความรักความอบอุ่นและความเข้าใจจากบุคคลเหล่านั้น และอาจถูกทอดทิ้งไม่มีผู้ดูแล จากการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยขอเสนอแนะเรื่องบริการให้กับผู้ป่วยโรคเอดส์และครอบครัว คือ ควรจัดการให้มีบริการให้การปรึกษาที่เหมาะสมและมากเพียงพอ เพื่อช่วยด้านสุขภาพจิตและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ทำให้ผู้ติดเชื้อยอมรับสภาพและมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคร้าย มีความรู้สึกที่ดีต่อสังคม รู้จักดูแลรักษาตนเอง และรู้จักวิธีการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ผลการศึกษาทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อเอดส์ดียิ่งขึ้น อาจทำให้คนทั่วไปเกิดความเห็นใจและยอมรับผู้ติดเชื้อเอดส์มากยิ่งขึ้น ไม่หวาดกลัวโรคเอดส์จนเกินไป ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ติดเชื้อทำให้เขาเหล่านั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข

บรรณานุกรม :
รัตนา มุขธระโกษา . (2538). ความคิดความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อเอดส์ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
รัตนา มุขธระโกษา . 2538. "ความคิดความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อเอดส์ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์".
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
รัตนา มุขธระโกษา . "ความคิดความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อเอดส์ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์."
    กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2538. Print.
รัตนา มุขธระโกษา . ความคิดความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้ติดเชื้อเอดส์ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2538.