| ชื่อเรื่อง | : | การกำหนดและการนำแผนสามเขตยุทธศาสตร์การรณรงค์เลือกตั้งไปปฏิบัติ : กรณีวิจัยปฏิบัติการในเขตเลือกตั้ง ค.จังหวัดนครศรีธรรมราช |
| นักวิจัย | : | ไกรสร แจ่มหอม |
| คำค้น | : | 203 P. |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2536 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=1222536000010 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยเรื่องการกำหนดและการนำแผนสามเขตยุทธศาสตร์การรณรงค์เลือกตั้งไปปฏิบัตินี้ผู้วิจัยได้นำกรอบแนวคิดทฤษฎีซึ่งถูกกำหนดเป็นตัวแบบการรณรงค์ แล้วเข้าร่วมปฏิบัติการในศูนย์ปฏิบัติการรณรงค์เลือกตั้งของพรรค ข.ในเขตเลือกตั้ง ค. จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วงระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม 2535 ถึงวันที่ 12 กันยายน 2535โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจถึงจุดอ่อนและข้อด้อยของการรณรงค์เลือกตั้งในอดีตทั้งในแง่หลักคิดและวิธีการ และนำมาสร้างตัวแบบแผนปฏิบัติการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งการนำตัวแบบดังกล่าวมาทดลองใช้ปฏิบัติจริง เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับเงื่อนไขและข้อจำกัดในการในไปปฏิบัติ การเลือกตั้งซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 13 กันยายน2535 สำหรับเขตเลือกตั้ง ค. จังหวัดนครศรีธรรมราชมีผู้สนใจสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 9 คน 3 ทีม คือ ทีมพรรค ก. ทีมพรรค ข. และทีมพรรค ค. โดยคู่แข่งขันที่แท้จริงนั้นคือผู้สมัครทีม ก.กับผู้สมัครทีม ข. และผู้สมัครทีม ค. ถือว่าเป็นผู้ที่อยู่นอกลู่การแข่งขัน เพราะเมื่อพิจารณาจากการทำกิจกรรมของผู้สมัครในช่วงระยะเวลาของการรณรงค์แล้ว ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นผู้สมัครเพื่อให้พรรคมีจำนวนผู้สมัครครบจำนวนตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งผู้สมัครพรรค ก. และผู้สมัครพรรคข. ต่างก็เคยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสำหรับพื้นที่เขตเลือกตั้ง ค. นี้มาแล้วทั้งสิ้น ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ผู้สมัครพรรค ก. ได้คะแนนเรียงตามลำดับคือลำดับ 1, 2, และ 4 และผู้สมัครพรรค ข. ได้คะแนนเรียงตามลำดับ คือ ลำดับที่ 3, 5, และ 6 โดยแต่ละลำดับได้รับคะแนนจำนวนที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ผู้สมัครพรรค ข. มีความสนใจที่จะใช้งานวิชาการทำการกำกับ ตรวจสอบและชี้นำปฏิบัติการทางการเมืองให้มีความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น จึงได้อนุญาตให้ผู้วิจัยและคณะเข้าร่วมดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ กรอบแนวคิดของสามเขตยุทธศาสตร์การรณรงค์นี้ ให้ความสำคัญกับการจำแนกประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเป็น2 ส่วนคือ ส่วนที่มีความตื่นตัวทางการเมือง (Active)ซึ่งมีจำนวนน้อย และส่วนที่เฉื่อยชา หรือเฉยเมยทางการเมือง (Passive) ซึ่งมีจำนวนมาก โดยส่วนที่เฉยเมยนี้ยังสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ เฉยเมยปัญญา(Intellectual Passive) และเฉยเมยไร้เดียงสา (IgnorancePassive) เนื่องจากพื้นฐานพรรคการเมืองของประเทศไทยยังมิได้มีลักษณะเป็นพรรคมวลชน (Mass Party) อย่างแท้จริงดังนั้นยุทธศาสตร์ของการรณรงค์จึงอยู่ที่การพยายามช่วงชิงประชาชนส่วนที่เฉยเมย ให้มาใช้สิทธิเลือกพรรคและนักการเมืองฝ่ายตน แม้ว่าประชาชนกลุ่มเฉยเมยนี้จะไม่มีความตื่นตัวทางการเมือง แต่กรอบคิดดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่า การที่จะให้ประชาชนกลุ่มเฉยเมย 2 กลุ่มนี้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น ต้องใช้วิธีการที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มเฉยเมยปัญญาจะให้ความสำคัญกับประเด็นทางการเมืองที่ขัดแย้งกัน จนทำให้ตนเองต้องออกมาชี้ประเด็นในเรื่องความถูกผิด ส่วนกลุ่มเฉยเมยไร้เดียงสานั้นจะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ทางโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมเป็นหลัก จึงจะกำหนดวิธีการที่จะให้ประชาชนกลุ่มนี้ออกมาใช้สิทธิได้ ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการร่วมปฏิบัติงานจดบันทึกข้อมูล สังเกตอย่างมีส่วนร่วม สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ รวมทั้งการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสุ่มตัวอย่างด้วย ข้อสรุปจากการรวบรวมข้อมูลและประเมินผลหลังจากที่ได้นำตัวแบบดังกล่าวไปทดลองใช้แล้ว มีดังนี้ 1. ตัวแบบสามเขตยุทธศาสตร์การรณรงค์ มีความแจ่มชัดในการจำแนกกลุ่มเป้าหมายและวิธีการที่จะใช้กับแต่ละกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผล 2. เนื่องจากสังคมไทยส่วนใหญ่ยังมีลักษณะปะปนกันสองส่วน คือ สังคมดั้งเดิมและสังคมที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นตัวแบบสามเขตยุทธศาสตร์จึงมีความเหมาะสมกว่าในการรับใช้แนวทางทุจริต-น้ำเน่า มากกว่าแนวทางสุจริต-น้ำดี 3. รูปแบบการจัดองค์กรการบริหารศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง มีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะงานด้านปิด ผู้วิจัยมีความเห็นว่า โดยหลักการแล้วสามารถนำตัวแบบสามเขตยุทธศาสตร์มาใช้ในการวิเคราะห์กลุ่มและพื้นที่เป้าหมายได้แต่ในแง่เชิงปฏิบัติการแล้ว อาจจะต้องมีการศึกษาค้นคว้าเพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการจัดองค์กรการบริหารต่อไป 4. แม้ว่าทีมงานผู้ปฏิบัติงานรณรงค์เลือกตั้ง ทั้งหลายจะทราบ และเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นของการ ทำงานอย่างเป็นระบบ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีหลายคนที่ ปฏิบัติงานในลักษณะยึดตัวบุคคลมากกว่ายึดระบบ ซึ่งจะต้อง พยายามทำความเข้าใจและแก้ไขจุดอ่อนในเรื่องเหล่านี้ต่อไป 5. ทีมวิจัยเป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งน้อยมาก ดังนั้นในการวิจัยเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ งานที่ปฏิบัติส่วนใหญ่ยังคงเป็นงานทางวิชาการซึ่งสามารถรองรับระบบและปฏิบัติได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นในขณะเดียวกันผู้วิจัยก็ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนรวมทั้งพรรคและนักการเมืองฝ่ายคู่แข่งขันได้สร้างเสริมประสบการณ์ให้ 6. พรรคการเมืองส่วนใหญ่ได้ได้ให้ความสำคัญกับการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองในระดับท้องถิ่น ผู้วิจัยเห็นว่าหากมีการนำตัวแบบสามเขตยุทธศาสตร์มาปฏิบัติในหลาย ๆพื้นที่เพื่อเดินในแนวทางสุจริต-น้ำดี มากกว่าแนวทางทุจริต-น้ำเน่าแล้ว ในระยะยาวพรรคและนักการเมืองก็จะให้ความสำคัญกับการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองระดับท้องถิ่น |
| บรรณานุกรม | : |
ไกรสร แจ่มหอม . (2536). การกำหนดและการนำแผนสามเขตยุทธศาสตร์การรณรงค์เลือกตั้งไปปฏิบัติ : กรณีวิจัยปฏิบัติการในเขตเลือกตั้ง ค.จังหวัดนครศรีธรรมราช.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ไกรสร แจ่มหอม . 2536. "การกำหนดและการนำแผนสามเขตยุทธศาสตร์การรณรงค์เลือกตั้งไปปฏิบัติ : กรณีวิจัยปฏิบัติการในเขตเลือกตั้ง ค.จังหวัดนครศรีธรรมราช".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. ไกรสร แจ่มหอม . "การกำหนดและการนำแผนสามเขตยุทธศาสตร์การรณรงค์เลือกตั้งไปปฏิบัติ : กรณีวิจัยปฏิบัติการในเขตเลือกตั้ง ค.จังหวัดนครศรีธรรมราช."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2536. Print. ไกรสร แจ่มหอม . การกำหนดและการนำแผนสามเขตยุทธศาสตร์การรณรงค์เลือกตั้งไปปฏิบัติ : กรณีวิจัยปฏิบัติการในเขตเลือกตั้ง ค.จังหวัดนครศรีธรรมราช. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2536.
|
