ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

กลยุทธ์การบริหารประเด็นเพื่อผลักดันสิทธิในการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : กลยุทธ์การบริหารประเด็นเพื่อผลักดันสิทธิในการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข
นักวิจัย : สุพัตรา แย้มเม่ง
คำค้น : -
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : ธาตรี ใต้ฟ้าพูล , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะนิเทศศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2557
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/45820
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (นศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อทราบถึงสถานการณ์การร่วมมือและต่อต้านก่อนออกพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 2) เพื่อทราบถึงกลยุทธ์และกลวิธีการสื่อสารในการบริหารประเด็นเพื่อผลักดันสิทธิในการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข และ 3) เพื่อทราบถึงปัญหาและอุปสรรคในการบริหารประเด็นเพื่อผลักดันสิทธิในการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยดังนี้ 1) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และการอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ (Snowball Sampling Technique) จำนวน 15 ท่าน 2) การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ประกอบไปด้วย เอกสารจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เอกสารที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข และเอกสารจากการสืบค้นในเว็บไซต์ ผลการวิจัยพบว่าการผลักดันการออกพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 และกฎกระทรวงตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มีผู้เห็นด้วยและสนับสนุนให้เกิดกฎหมายนี้เกือบทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย แพทย์ พยาบาล ฝ่ายสงฆ์ และประชาชนทั่วไป จะมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยและต่อต้านกฎหมายนี้ก็คือ แพทย์บางกลุ่มเท่านั้นที่มีความเข้าใจว่ากฎหมายนี้เป็นการอนุญาตให้แพทย์กระทำการุณยฆาตต่อผู้ป่วย ในการผลักดันการออกกฎหมายผู้ผลักดันมีการใช้กลยุทธ์การบริหารประเด็น 3 รูปแบบ คือ 1) กลยุทธ์การตอบสนองอย่างมีพลวัต ใช้ในช่วงเริ่มต้นการผลักดันการออกพระราชบัญญัติและกฎกระทรวง 2) กลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงด้วยการตั้งรับ ใช้ในช่วงที่ถูกโจมตีจากผู้ต่อต้าน 3) กลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงด้วยการปรับตัว ใช้ในช่วงการผลักดันการออกกฎกระทรวง นอกจากนี้แล้วยังใช้กลยุทธ์การสื่อสาร 3 รูปแบบคือ 1) กลยุทธ์การสื่อสารแบ่งออกเป็น 1.1) กลยุทธ์การสร้างความเข้าใจและหาแนวร่วม 1.2) กลยุทธ์พลังประชาชนขับเคลื่อนนโยบายทางการเมือง 1.3) กลยุทธ์การสื่อสารแบบปากต่อปากเพื่อให้เกิดการแพร่กระจายของข่าวสาร 2) กลยุทธ์การใช้สื่อแบ่งออกเป็น กลยุทธ์การผสมผสานสื่อเพื่อการเผยแพร่ข่าวสาร 3) กลยุทธ์การโน้มน้าวใจแบ่งออกเป็น 3.1) กลยุทธ์การใช้ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างความน่าเชื่อถือ 3.2) กลยุทธ์การสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการบริหารประเด็นนี้ มี 2 ประการคือ 1) ปัญหาความเข้าใจผิดของผู้ต่อต้านที่คิดว่าสิทธินี้เป็นการกระทำการุณยฆาตต่อผู้ป่วย วิธีการแก้ไขคือ การใช้ผู้เชี่ยวชาญในการอธิบายข้อมูลที่ถูกต้องให้ผู้ต่อต้านเข้าใจ 2) ปัญหาการหยุดชะงักของการดำเนินการออกพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 วิธีการแก้ไขคือ การล่ารายชื่อประชาชนเพื่อกดดันรัฐบาลให้ดำเนินการออกกฎหมายต่อไป

บรรณานุกรม :
สุพัตรา แย้มเม่ง . (2557). กลยุทธ์การบริหารประเด็นเพื่อผลักดันสิทธิในการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุพัตรา แย้มเม่ง . 2557. "กลยุทธ์การบริหารประเด็นเพื่อผลักดันสิทธิในการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุพัตรา แย้มเม่ง . "กลยุทธ์การบริหารประเด็นเพื่อผลักดันสิทธิในการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557. Print.
สุพัตรา แย้มเม่ง . กลยุทธ์การบริหารประเด็นเพื่อผลักดันสิทธิในการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2557.