| ชื่อเรื่อง | : | ความแตกต่างของความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานหลอดอาหารใน 2 ชั่วโมงแรก ระหว่างกลุ่มที่ตรวจวัดกรดตลอด 24 ชั่วโมงให้ผลเป็นบวกกับลบ ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่ไม่มีการทำลายเยื่อบุผิวหลอดอาหารที่มาด้วยอาการแสบร้อนหน้าอกหรืออาการเรอเปรี้ยว |
| นักวิจัย | : | ศุภกร มะลิขาว |
| คำค้น | : | - |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | สุเทพ กลชาญวิทย์ , ฐนิสา พัชรตระกูล , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2557 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/45749 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | ความสำคัญและที่มาของปัญหางานวิจัย การวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานของเยื่อบุผิวหลอดอาหารสามารถช่วยวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้ โดยอาศัยหลักความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาที่เกิดจากกรดไหลย้อน อย่างไรก็ตามการศึกษาก่อนหน้านี้เป็นการศึกษาวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานของเยื่อบุผิวหลอดอาหารเฉลี่ยตลอด 24 ชั่วโมง โดยยังไม่เคยมีการศึกษาถึงการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานของเยื่อบุผิวหลอดอาหารในช่วงระยะเวลาที่สั้นกว่า 24 ชั่วโมง เพื่อความสะดวกแก่ผู้ป่วยในการใส่สายตรวจวัด วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความแตกต่างของความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานเยื่อบุผิวหลอดอาหารใน 2 ชั่วโมงแรก ระหว่างกลุ่มที่ตรวจวัดกรดในหลอดอาหารตลอด 24 ชั่วโมงที่ให้ผลเป็นบวกกับลบ ในผู้ป่วยที่มาด้วยอาการแสบร้อนหน้าอกหรืออาการเรอเปรี้ยว และไม่มีการทำลายเยื่อบุผิวหลอดอาหารจากการส่องกล้องตรวจภายในหลอดอาหาร ระเบียบวิธีการวิจัย ผู้ป่วยที่มีอาการแสบร้อนหน้าอก หรือเรอเปรี้ยวมานานกว่า 3 เดือนที่ไม่มีการอักเสบของหลอดอาหารจากการส่องกล้องตรวจ เข้ารับการตรวจความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานเยื่อบุผิวหลอดอาหารที่ 2 ชั่วโมงแรกกับตลอด 24 ชั่วโมง และตรวจวัดความเป็นกรดในหลอดอาหาร แล้วนำผลค่าความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานเยื่อบุผิวหลอดอาหารที่ 2 ชั่วโมงแรก มาวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่มีกรดไหลย้อนมากผิดปกติ (pathologic acid reflux) และกลุ่มที่มีกรดไหลย้อนอยู่ในเกณฑ์ปกติ (physiologic acid reflux) ผลการวิจัย มีผู้ป่วย 32 คนเข้าร่วมงานวิจัยนี้ โดยเป็นกลุ่มที่มีกรดไหลย้อนมากผิดปก (pathologic acid reflux) จำนวน 16 คน และกลุ่มที่มีกรดไหลย้อนอยู่ในเกณฑ์ปกติ (physiologic acid reflux) จำนวน 16 คน ผลการศึกษาพบว่าค่าความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานเยื่อบุผิวหลอดอาหารที่2 ชั่วโมงแรก ในกลุ่มที่มีกรดไหลย้อนมากผิดปกติ (pathologic acid reflux) มีค่าต่ำกว่ากลุ่มที่มีกรดไหลย้อนอยู่ในเกณฑ์ปกติ (physiologic acid reflux) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (1394±342 Ω vs. 2625±509 Ω, p=<0.05) และพบว่าค่าความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานเยื่อบุผิวหลอดอาหารที่ 2 ชั่วโมงแรกมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับการวัดที่ 24 ชั่วโมง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.89, p<0.05). สรุป การวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานเยื่อบุผิวหลอดอาหารที่ 2 ชั่วโมงแรกนั้นเพียงพอในการแยกระหว่าง ผู้ป่วยกลุ่มที่มีกรดไหลย้อนมากผิดปกติ (pathologic acid reflux) และ ผู้ป่วยกลุ่มที่มีกรดไหลย้อนอยู่ในเกณฑ์ปกติ(physiologic acid reflux) ในผู้ป่วยที่มาด้วยอาการแสบร้อนหน้าอกหรืออาการเรอเปรี้ยว และไม่มีการทำลายเยื่อบุผิวหลอดอาหารจากการส่องกล้องตรวจภายในหลอดอาหาร วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557 |
| บรรณานุกรม | : |
ศุภกร มะลิขาว . (2557). ความแตกต่างของความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานหลอดอาหารใน 2 ชั่วโมงแรก ระหว่างกลุ่มที่ตรวจวัดกรดตลอด 24 ชั่วโมงให้ผลเป็นบวกกับลบ ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่ไม่มีการทำลายเยื่อบุผิวหลอดอาหารที่มาด้วยอาการแสบร้อนหน้าอกหรืออาการเรอเปรี้ยว.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศุภกร มะลิขาว . 2557. "ความแตกต่างของความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานหลอดอาหารใน 2 ชั่วโมงแรก ระหว่างกลุ่มที่ตรวจวัดกรดตลอด 24 ชั่วโมงให้ผลเป็นบวกกับลบ ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่ไม่มีการทำลายเยื่อบุผิวหลอดอาหารที่มาด้วยอาการแสบร้อนหน้าอกหรืออาการเรอเปรี้ยว".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศุภกร มะลิขาว . "ความแตกต่างของความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานหลอดอาหารใน 2 ชั่วโมงแรก ระหว่างกลุ่มที่ตรวจวัดกรดตลอด 24 ชั่วโมงให้ผลเป็นบวกกับลบ ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่ไม่มีการทำลายเยื่อบุผิวหลอดอาหารที่มาด้วยอาการแสบร้อนหน้าอกหรืออาการเรอเปรี้ยว."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557. Print. ศุภกร มะลิขาว . ความแตกต่างของความต้านทานไฟฟ้าพื้นฐานหลอดอาหารใน 2 ชั่วโมงแรก ระหว่างกลุ่มที่ตรวจวัดกรดตลอด 24 ชั่วโมงให้ผลเป็นบวกกับลบ ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่ไม่มีการทำลายเยื่อบุผิวหลอดอาหารที่มาด้วยอาการแสบร้อนหน้าอกหรืออาการเรอเปรี้ยว. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2557.
|
