| ชื่อเรื่อง | : | รำเหย่ย : การละเล่นพื้นบ้านสู่นาฏศิลป์ กรมศิลปากร |
| นักวิจัย | : | วรรณวิภา มัธยมนันท์ |
| คำค้น | : | กรมศิลปากร , การละเล่น -- ไทย -- กาญจนบุรี , การรำ -- ไทย -- กาญจนบุรี , นาฏศิลป์ -- ไทย , Fine Arts Department , Dance -- Thailand , Dance -- Thailand -- Kanchanaburi |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | มาลินี อาชายุทธการ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะศิลปกรรมศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2553 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/39555 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553 วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา พัฒนาการ องค์ประกอบ วิเคราะห์และเปรียบเทียบองค์ประกอบของการละเล่นพื้นบ้านรำเหย่ย จังหวัดกาญจนบุรีและรำเหย่ย กรมศิลปากร โดยดำเนินการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ นักแสดง นักดนตรี และวิทยากร เกี่ยวกับความเป็นมา พัฒนาการ และองค์ประกอบของรำเหย่ย ผู้วิจัยพบว่ารำเหย่ยเกิดขึ้นในจังหวัดกาญจนบุรี จากหลักฐานที่พบ ผู้วิจัยสันนิษฐานว่าเกิดขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับการก่อตั้งตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วงและตำบลหนองโรง อำเภอพนมทวน ซึ่งมีการเล่นรำเหย่ยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อรำเหย่ยตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง เกิดซบเซาและได้รับความนิยมน้อยลง กรมศิลปากรจึงได้อนุรักษ์และนำไปสู่รำเหย่ยรูปแบบของกรมศิลปากร ผลการวิจัยพบว่าการละเล่นพื้นบ้านรำเหย่ย จังหวัดกาญจนบุรี พบใน 3 อำเภอ แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.รูปแบบดั้งเดิม เป็นการร้องรำเกี้ยวพาราสีระหว่างชายหญิง ผู้ร้องทำหน้าที่ พ่อเพลงแม่เพลง ส่วนผู้รำทำหน้าที่รำเท่านั้น นิยมเล่นเพื่อผ่อนคลายจากการทำไร่ทำนา ท่ารำที่พบ คือ ท่านอนวัน ท่าต้อน และท่ารำอิสระตามวิถีชาวบ้าน ผู้เล่นปรบมือประกอบจังหวะ ต่อมาเริ่มมีการนำเครื่องดนตรีมาใช้ในการแสดงและพัฒนาเป็นวงกลองยาว การแต่งกายแต่งแบบพื้นบ้านภาคกลาง 2.รูปแบบประยุกต์ เรียกว่า “รำคล้องผ้า” หรือ “รำพาดผ้า” มีรูปแบบมาจากรำเหย่ยแบบดั้งเดิมเพิ่มอุปกรณ์การแสดง คือ ผ้า ใช้เป็นสัญลักษณ์ของการจับจองระหว่างชายหญิง รำเหย่ย กรมศิลปากร ปรับปรุงกระบวน ท่ารำจากรำเหย่ยรูปแบบประยุกต์ของตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง กระบวนท่ารำนำท่ารำแม่บทเป็นท่ารำเฉพาะ เช่น ท่าสอดสร้อย ท่าผาลา ท่านางนอน เป็นต้น ใช้ผ้าเป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดง รำเหย่ยมีขั้นตอนการแสดงที่คล้ายคลึงกัน อาจแตกต่างกันบางขั้นตอนของแต่ละท้องถิ่น ขั้นตอนของการแสดง ได้แก่ 1.การประกอบพิธีไหว้ครู 2.การประโคมกลองยาว 3.การรำไหว้ครูกลองยาว 4.การแสดงของพ่อเพลง แม่เพลง และผู้รำ โดย พ่อเพลง แม่เพลงร้องโต้ตอบกัน การร้องเริ่มจากบทเกริ่น บทชมนาง บทลักหาพาหนี และบทลา ผู้รำฝ่ายชายและหญิง 1 คู่ รำเกี้ยวพาราสี ผู้รำมีอารมณ์สนุกสนาน เมื่อรำได้ระยะหนึ่งจึงเปลี่ยนคู่ต่อไป จนกระทั่งพ่อเพลง แม่เพลงร้องบทลาเป็นอันจบการแสดง เอกลักษณ์และคุณค่าของรำเหย่ย เอกลักษณ์ที่ปรากฏ ได้แก่ บทร้องลงท้ายด้วยคำว่า “เอย” ทุกวรรค การย่ำเท้าซ้ายนำเท้าขวาตลอดทั้งเพลงและการใช้ผ้าเป็นอุปกรณ์การแสดง คุณค่าของรำเหย่ย เป็นศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่า ควรแก่การสืบทอดและอนุรักษ์ เพราะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งก่อให้เกิดความบันเทิง ความสามัคคี ทราบถึง วิถีชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกาย ประเพณี วัฒนธรรม และภาษา ซึ่งบรรพชนได้รังสรรค์ไว้ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน |
| บรรณานุกรม | : |
วรรณวิภา มัธยมนันท์ . (2553). รำเหย่ย : การละเล่นพื้นบ้านสู่นาฏศิลป์ กรมศิลปากร.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วรรณวิภา มัธยมนันท์ . 2553. "รำเหย่ย : การละเล่นพื้นบ้านสู่นาฏศิลป์ กรมศิลปากร".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วรรณวิภา มัธยมนันท์ . "รำเหย่ย : การละเล่นพื้นบ้านสู่นาฏศิลป์ กรมศิลปากร."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553. Print. วรรณวิภา มัธยมนันท์ . รำเหย่ย : การละเล่นพื้นบ้านสู่นาฏศิลป์ กรมศิลปากร. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2553.
|
