| ชื่อเรื่อง | : | ผลของไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรตสเปรย์ต่อการบีบตัวของหลอดอาหารในผู้ป่วยโรคหลอดอาหารส่วนปลายหดเกร็ง |
| นักวิจัย | : | ณัฐพร นรเศรษฐวณิชย์ |
| คำค้น | : | ไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรต -- การใช้รักษา , ไนตริกออกไซด์ -- การใช้รักษา , หลอดอาหาร -- โรค -- การรักษา , Isosorbide dinitrate -- Therapeutic use , Nitric oxide -- Therapeutic use , Esophagus -- Diseases -- Treatment |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | สุเทพ กลชาญวิทย์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2555 |
| อ้างอิง | : | http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/37511 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (วท.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555 ที่มา: ไนตริกออกไซด์มีส่วนช่วยให้หลอดอาหารมีการบีบตัวแบบเพอริสทัลซิสในคนปกติ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรตซึ่งเป็นไนตริกออกไซด์ donor ต่อการกลับมาบีบตัวแบบเพอริสทัลซิสของหลอดอาหารในผู้ป่วยโรคหลอดอาหารส่วนปลายหดเกร็งที่มีอาการ วิธีการวิจัย: ผู้ป่วย 10 ราย เข้ารับการตรวจด้วยเครื่องตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารชนิดความละเอียดสูง 2 ครั้งห่างกันอย่างน้อย 48 ชั่วโมง ในการศึกษาชนิด crossover randomized controlled trial (assessor blind) โดยในการตรวจ 2 ครั้งผู้ป่วยจะได้รับยาต่างชนิดกันในแต่ละครั้งจากการสุ่ม คือ ไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรตสเปรย์ (1.25 มิลลิกรัม/กด) และน้ำเกลือสเปรย์ ซึ่งการตรวจแต่ละครั้งจะให้ผู้ป่วยกลืนน้ำครั้งละ1 คำ 12 ครั้งก่อนพ่นยา, 12 ครั้งหลังพ่นยาครั้งที่ 1 และ12 ครั้งหลังพ่นยาครั้งที่ 2 ผลการศึกษา: ความชุกการบีบตัวของหลอดอาหารชนิดเพอริสทัลซิสไม่ต่างกันระหว่างกลุ่มที่ได้ รับไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรตและกลุ่มที่ได้รับน้ำเกลือ ทั้งก่อนพ่นยาและหลังพ่นยาครั้งที่ 2 (p>0.05) แต่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังพ่นยาไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรตครั้งที่ 1 (65% vs. 50%, p =0.045)เมื่อเทียบกับน้ำเกลือ ค่าเฉลี่ย DCI ของหลอดอาหารส่วนปลายลดลงหลังพ่นยาไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรตครั้งที่ 1 (1421±839 vs. 2363±1581 mmHg s⁻¹cm⁻¹, p =0.050) และลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังพ่นยาครั้งที่ 2 เมื่อเทียบกับน้ำเกลือ (1399±739 vs. 2409±1289 mmHg s⁻¹cm⁻¹, p =0.006) ค่า residual upper esophageal sphincter (UES) relaxation pressureเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังพ่นยาไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรตครั้งที่ 1 (0.5±3.7 vs. -4.0±6.2 mmHg, p =0.026) และครั้งที่ 2 (1.2±4.5 vs. -3.9±6.5 mmHg, p =0.027)เมื่อเทียบกับน้ำเกลือ แต่ไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของค่าเฉลี่ย UES resting pressure, 4-second IRP และ PFV ระหว่าง 2กลุ่ม ทั้งก่อนพ่นยา หลังพ่นยาครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 สรุป: สัดส่วนการบีบตัวของหลอดอาหารชนิดเพอริสทัลซิสในผู้ป่วยโรคหลอดอาหารส่วนปลายหดเกร็งเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาหลังจากใส่สายวัดการตรวจ ไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรตช่วยให้หลอดอาหารมีการบีบตัวแบบเพอริสทัลซิสได้เร็วกว่าน้ำเกลือ ลด DCI หรือแรงบีบตัวของหลอดอาหารและเพิ่มค่า residual UES relaxation pressure การศึกษานี้สนับสนุนถึงบทบาทของระบบประสาทส่วนกลาง การปรับ ตัวของหลอดอาหารต่อสิ่งกระตุ้นเฉพาะที่ และผลของไนตริกออกไซด์จากภายนอกต่อการทำให้ หลอดอาหารกลับมามีบีบตัวแบบเพอริสทัลซิสที่ปกติในผู้ป่วยโรคหลอดอาหารส่วนปลายหดเกร็ง |
| บรรณานุกรม | : |
ณัฐพร นรเศรษฐวณิชย์ . (2555). ผลของไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรตสเปรย์ต่อการบีบตัวของหลอดอาหารในผู้ป่วยโรคหลอดอาหารส่วนปลายหดเกร็ง.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ณัฐพร นรเศรษฐวณิชย์ . 2555. "ผลของไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรตสเปรย์ต่อการบีบตัวของหลอดอาหารในผู้ป่วยโรคหลอดอาหารส่วนปลายหดเกร็ง".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ณัฐพร นรเศรษฐวณิชย์ . "ผลของไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรตสเปรย์ต่อการบีบตัวของหลอดอาหารในผู้ป่วยโรคหลอดอาหารส่วนปลายหดเกร็ง."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555. Print. ณัฐพร นรเศรษฐวณิชย์ . ผลของไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรตสเปรย์ต่อการบีบตัวของหลอดอาหารในผู้ป่วยโรคหลอดอาหารส่วนปลายหดเกร็ง. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2555.
|
