ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้สำหรับโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

หน่วยงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้สำหรับโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
นักวิจัย : สมลักษณ์ มธุรสสุวรรณ
คำค้น : อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ , การบริหารองค์ความรู้ , โรงเรียนคาทอลิก -- ไทย -- กรุงเทพฯ , Bangkok Archdiocese , Knowledge management , Catholic schools -- Thailand -- Bangkok
หน่วยงาน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ร่วมงาน : นันทรัตน์ เจริญกุล , โชติกา ภาษีผล , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะครุศาสตร์
ปีพิมพ์ : 2553
อ้างอิง : http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/36518
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

วิทยานิพนธ์ (ค.ด.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553

ศึกษาสภาพ ปัญหาและแนวทางปรับปรุงแก้ไขการจัดการความรู้ในโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ และเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ โดยมีขั้นตอนในการวิจัย 6 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 กำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ขั้นที่ 2 ศึกษาและวิเคราะห์ การจัดการความรู้ของโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ขั้นที่ 3 นำข้อมูลจากขั้นตอนที่ 1 และ 2 มาสังเคราะห์และร่างรูปแบบการจัดการความรู้ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่สมบูรณ์ขององค์ประกอบของการจัดการความรู้ ที่จะมีประสิทธิภาพต่อโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ขั้นที่ 4 นำข้อมูลองค์ประกอบของการจัดการความรู้ที่ได้จากการสังเคราะห์ในขั้นตอนที่ 3 มาศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์วิธีการดำเนินงานในแต่ละองค์ประกอบของรูปแบบการจัดการความรู้ของโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ขั้นที่ 5 ตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการความรู้ว่าสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ขั้นที่ 6 ปรับปรุงและนำเสนอรูปแบบการจัดการความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ประชากรในการวิจัยคือ โรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งสิ้น 39 โรงเรียน ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ที่มีการกำหนดนโยบายการใช้การจัดการความรู้อย่างเป็นรูปธรรมในการบริหารจัดการโรงเรียนจำนวน 10 โรงเรียน เป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย สำหรับผู้ให้ข้อมูลใช้ประชากร ผู้บริหาร และครูทั้งหมดเป็นผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้จัดการ/ผู้อำนวยการ จำนวน 10 คน หัวหน้างานการจัดการความรู้ จำนวน 10 คน และครูจำนวน 863 คน ในโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารการสัมภาษณ์ การตอบแบบสอบถาม และการตอบแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา แจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. สภาพการดำเนินงานการจัดการความรู้ในโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ พบว่า สถานศึกษานำเจตนารมณ์แห่งพระวรสาร และปรัชญาการศึกษา ของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ มาเป็นแนวทางในการกำหนดแผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการประจำปีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ และบูรณาการเจตนารมณ์แห่งพระวรสารและปรัชญาการศึกษาเข้าไปในการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา 2. ปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงานการจัดการความรู้ในโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ พบว่า บุคลากรในโรงเรียนบางส่วนขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดการความรู้ และการจัดการความรู้บางโรงเรียนไม่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง 3. รูปแบบการจัดการความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ คือ "SUBA-KM Model" (Schools under Bangkok Archdiocese’s Knowledge Management model) ที่มุ่งพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน มี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายในการจัดการความรู้ การกำหนดความรู้ที่ต้องการใช้ การสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ การกลั่นกรองความรู้ การสร้างสรรค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ การนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และการสร้างคลังความรู้

บรรณานุกรม :
สมลักษณ์ มธุรสสุวรรณ . (2553). การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้สำหรับโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ.
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สมลักษณ์ มธุรสสุวรรณ . 2553. "การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้สำหรับโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ".
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สมลักษณ์ มธุรสสุวรรณ . "การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้สำหรับโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ."
    กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553. Print.
สมลักษณ์ มธุรสสุวรรณ . การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้สำหรับโรงเรียนสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2553.