ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การประชุมสัมมนาเครือข่ายวิชาการ-วิจัย สายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 2 เรื่อง "มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์: พลังปัญญาเพื่อพัฒนาประเทศ"

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การประชุมสัมมนาเครือข่ายวิชาการ-วิจัย สายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 2 เรื่อง "มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์: พลังปัญญาเพื่อพัฒนาประเทศ"
นักวิจัย : อนุมงคล ศิริเวทิน
คำค้น : Chinese tourists , การสังสรรค์ระหว่างวัฒนธรรม , จังหวัดบุรีรัมย์ , ชาวไทยเชื้อสายจีน , นักท่องเที่ยวชาวจีนในประเทศไทย , ลูกของพ่อ , วิถิชีวิตชุมชน , อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม , แหล่งท่องเที่ยวไทย , โฆษณา
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2552
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG52H0002 , http://research.trf.or.th/node/3319
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ชื่อโครงการ : แรงจูงใจและระดับความสนใจในแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีนในประเทศไทย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวชาวจีน ในการเดินทางมา ท่องเที่ยวในประเทศไทย และเพื่อทราบถึงระดับความสนใจของนักท่องเที่ยวชาวจีนในการเดินทางไปเยือน แหล่งท่องเที่ยวประเภทต่างๆ ในประเทศไทยการเก็บรวบรวมข้อมูลกระทำโดยการใช้แบบสอบถามซึ่ง จัดทำขึ้นเปน็ ภาษาจีนกลาง โดยการสุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวจีนแบบไม่จำเพาะเจาะจงในแหลง่ ท่องเที่ยว วัดพระศรีรัตนศาสดาราม การเก็บข้อมูลทำเป็น 2 ช่วงคือ เดือนมกราคม 2551 และเดือนสิงหาคม 2551 แต่ละครั้งสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวชาวจีน 100 คน รวมทั้ง 2 ครั้ง 200 คน จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า แรงจูงใจหลักของนักท่องเที่ยวชาวจีนคือการท่องเที่ยวเพื่อชมบ้านเมือง รองลงมาคือ การชมวัฒนธรรม การท่องเที่ยวชายทะเล และการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งทั้งหมดเป็นแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวแบบมหาชน ทั่วไป ในด้านของแหล่งท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวชาวจีนมีความสนใจในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศ ไทยในระดับมาก เกือบจะทุกประเภทสามารถจัดกลุ่มแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 สถานที่ตากอากาศเมืองพัทยา กลุ่มที่ 2 ชมนาฏศิลป์ไทย ชมวัดวัง ชมการแสดงคาบา เร่ต์ ดำน้ำที่เกาะช้าง รับประทานอาหารไทย และชมหิ่งห้อย กลุ่มที่ 3 ทัวร์ตลาดน้ำ นวดแผนไทย ชมตลาด ท้องถิ่น และชมหมู่บ้านช้างที่จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มที่ 4 ชมพิพิธภัณฑ์ ซื้อของที่ตลาดนักสวนจตุจักร ชมโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ เที่ยวฟุลมูนปาร์ตี้ที่เกาะพงัน กลุ่มที่ 5 ทัวร์ชมปราสาทหินแบบขอม และ ทัวร์ชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ชื่อโครงการ : ภูมิปัญญาสิ่งทอดอยเต่ากับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวล้านนาใต้ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมภูมิปัญญาสิ่งทอของชุมชนดอยเต่า และจัดทำฐานข้อมูล ในการพัฒนา เพื่อสร้างรายได้และส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ศึกษาแนวทางการพัฒนากระบวนการผลิต ของภูมิปัญญาสิ่งทอ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับคุณภาพสินค้า และหารูปแบบการสนับสนุนเครือข่าย การเรียนรู้ ด้านวิสาหกิจชุมชนของภูมิปัญญาสิ่งทอ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัย นี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) เก็บข้อมูลจากสมาชิกของกลุ่ม ทอผ้าบ้านหล่ายแก้วและกลุ่มทอผ้าจกบ้านชั่งแปลง 8 อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทอผ้าทั้งสองเป็นชุมชนที่มีภูมิปัญญาสิ่งทอ มีลวดลายและวิธีการทอเป็นเอกลักษณ์ มีประวัติศาสตร์ ความหมายของลวดลายที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและวิถีชีวิต อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการอนุรักษ์ลวดลายผ้า ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่า และผ้าจกโบราณของชุมชนบ้านชั่ง สมาชิกกลุ่มทอผ้าของทั้ง 2 กลุ่ม จึง ตกลงร่วมกันพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ด้าน ภูมิปัญญาสิ่งทอในลักษณะศูนย์การเรียนรู้ เพื่อเป็นแหล่ง ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชนในชุมชนและบุคคลที่สนใจนอกชุมชน ชื่อโครงการ : การสังสรรค์ระหว่างวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีน รูปแบบการสังสรรค์ระหว่างวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีนและชาวพื้นถิ่น ซึ่งแต่เดิมเคยเป็น รูปแบบพ่อค้ากับลูกค้า เจ้าหนี้กับลูกหนี้นั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไป เนื่องจากมีนโยบายของรัฐบาล การศึกษา การเจริญขึ้นทางเศรษฐกิจและความทันสมัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ชาวพื้นถิ่นรู้จักทำ การค้าและทำอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ของครอบครัว พวกเขามีความรู้มากขึ้น มีการติดต่อค้าขายกับชาว ไทยเชื้อสายจีนมากขึ้น การกู้หนี้ยืมสินลดน้อยลง มีสถานภาพทางสังคมสูงขึ้น อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ของชาวไทยเชื้อสายจีนในหมู่ 1 ที่ยังคงอยู่ได้แก่โรงเรียนจีน ศาลเจ้า ศูนย์ประสานงานสมาคม และการ ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาประจำปี ด้วยผลกระทบของนโยบายจากรัฐบาล การศึกษา สภาพแวดล้อมถิ่นที่อยู่อาศัย ความทันสมัย ความเจริญขึ้นทางเศรษฐกิจ ภาษาพื้นถิ่น และวัฒนธรรมพื้นถิ่นได้ส่งผลให้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของ ชาวไทยเชื้อสายจีนในหมู่ 1 เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ ตามกาลเวลาของชั่วอายุคน พวกเขานิยมเป็น ข้าราชการ เป็นนักการเมือง นิยมพูดภาษาไทย ใช้ชื่อนามสกุลไทย ไม่นิยมเรียนภาษาจีน พูดจีนได้เป็นคำ ๆ หรือบางคนพูดไม่ได้เลย จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ความเป็นจีน ของพวกเขาจะหายไปอย่างสิ้นเชิงใน ชั่วคนที่ 4 แต่ด้วยกระแสจีนที่นิยมกันทั่วโลก ได้ส่งผลอย่างมากต่อแนวคิดของชาวไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบัน ให้กลับนิยมความเป็นจีนอันเป็นวัฒนธรรมของประเทศแม่ของบรรพบุรุษขึ้นมาอีก ดังนั้นอัตลักษณ์ทาง วัฒนธรรมจีนที่ค่อย ๆ จางหายไป จึงกลับเป็นที่นิยมอีกครั้ง แต่รูปแบบเปลี่ยนไปจากเดิมโดยมีเรื่องการค้า เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แม้ว่าพวกเขาจะมีการปฏิบัติพิธีกรรมทางความเชื่อสืบต่อมาทุกชั่วอายุคนแล้วก็ตาม ด้วยบุตรหลานในยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่รู้ภาษาจีน ไม่เข้าใจประเพณีวัฒนธรรมจีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้จะมี การปฏิบัติเทศกาลตามประเพณีวัฒนธรรมจีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้จะมีการปฏิบัติเทศกาลตามประเพณีสืบ ต่อกันมา แต่การปฏิบัตินั้นอาจเป็นเพียงสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นลูกหลานจีนเท่านั้น ชื่อโครงการ : การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโลกความจริงกับโลกที่สื่อนำเสนอผ่านโฆษณาชุด “ลูกของพ่อ” (My Girl) งานวิจัย เรื่อง การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโลกความจริงกับโลกที่สื่อนำเสนอผ่านโฆษณาชุด “ลูกของพ่อ” (My Girl) ในครั้งนี้ ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เพื่อศึกษากระบวนการผลิต เผยแพร่ และผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมการโฆษณาทั้งวงจร ศึกษาการถอดรหัส การตีความหมายจากโฆษณา เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของลูกสาวและพ่อในโลกความจริงกับโลกที่สื่อนำเสนอ ตามทฤษฎีสำนัก วัฒนธรรมศึกษาแห่งอังกฤษ และแนวคิดแบบจำลองการเข้ารหัส การถอดรหัส ของสจวร์ต ฮอลล์ (Stuart Hall) รวมทั้งศึกษาปฏิกิริยาย้อนกลับในการชมโฆษณาของครอบครัว โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการ สนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่าผู้ผลิตโฆษณาชุดลูกของพ่อตั้งใจส่งข้อความ ลงรหัสสาร เกี่ยวกับเรื่องบทบาทของ “ครอบครัว” ในยุคปัจจุบัน โดยสร้างให้มีปัญหาที่ร้ายแรงเกิดขึ้นในครอบครัวหนึ่งนั่นคือ ปัญหาการท้อง ก่อนแต่ง และเสนอการคลี่คลายปัญหาด้วยความรักความอบอุ่นในครอบครัว ให้บทบาท “พ่อ” ในฐานะผู้นำ ครอบครัวเป็นผู้ตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการให้อภัยลูก มอบความรักให้ลูก และพร้อมจะดูแลลูกตลอดไป เปรียบเสมือนบริษัทไทยประกันชีวิตที่พร้อมจะดูแลลูกค้าซึ่งเป็นเสมือนคนในครอบครัวเดียวกันตลอดไป ผู้ผลิตตั้งใจสร้างเรื่องให้สมจริงในทุกองค์ประกอบเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ชม สำหรับการแพร่กระจายและการผลิตซ้ำของงานโฆษณาชุดนี้ นับเป็นการแพร่กระจายแบบ “เร็ว และแรง” เนื่องจากมีการเผยแพร่ผ่านสื่อที่หลากหลาย และเป็นสื่อที่มีธรรมชาติที่โดดเด่นในแง่ของการ เข้าถึงบุคคลได้รวดเร็วทั่วถึงในระยะเวลาอันสั้น นั่นคือสื่อโทรทัศน์ และสื่อใหม่ทั้งโทรศัพท์มือถือและ อินเทอร์เน็ต ส่วนการผลิตซ้ำนั้น เป็นการผลิตซ้ำแบบเดิมแต่ให้ความหมายใหม่ในเรื่องการแก้ปัญหาการ ท้องก่อนแต่งในสังคมไทยในปัจจุบันซึ่งแตกต่างจากความหมายในอดีต แต่ยังคงเสนออุดมการณ์เดิมคือ การให้พ่อเป็นผู้ตัดสินปัญหา ในด้านการถอดรหัส หรือตีความของกลุ่มตัวอย่างที่มีประสบการณ์แตกต่างกัน หลังจากชมโฆษณา แล้วนั้น พบว่ากลุ่มลูกสาวหรือผู้หญิงวัยรุ่นที่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการท้องก่อนแต่งจะมีแบบแผนการ ถอดรหัส ตีความดว้ ยจุดยืนที่ต้องการตอ่ รองความหมายเสียใหม่ที่แตกต่างไปจากความตั้งใจของผู้ส่งสาร แต่มิได้มีลักษณะคัดค้านโดยตรง (Negotiated หรือ Alternative Reading) กล่าวคือ เป็นลักษณะเห็นด้วยใน หลักการ แต่ไม่เห็นด้วยในรายละเอียด เพราะคิดว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์อื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม มีบางคนในกลุ่มนี้ที่ถอดรหัสด้วยจุดยืนที่ต่อต้านหรือขัดแย้งกับความหมายที่ผู้ส่ง สารใส่รหัสมา (Oppositional Reading) แสดงให้เห็นว่า โลกความจริงของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มนี้ไม่เหมือนกับ โลกที่สื่อนำเสนอ รวมทั้งผู้รับสารมีอำนาจต่อรองในการควบคุมการถอดรหัสมากกว่าผู้ส่งสารด้วย แต่ สำหรับผู้รับสารที่ไม่มีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับการท้องก่อนแต่งจะมีรูปแบบการถอดรหัส ตีความด้วย จุดยืนแบบเดียวกับที่ผู้ส่งสารเข้ารหัสมา (Preferred Reading) มากที่สุด สำหรับผู้รับสารที่ไม่มีประสบการณ์ กลุ่มนี้ ผู้ผลิตหรือผู้ส่งสารจะมีอำนาจในการควบคุมการถอดรหัสเหนือกว่าผู้รับสาร โฆษณาสามารถต่อรอง กับผู้รับสารได้มากกว่า โลกความจริงจึงเป็นเหมือนโลกที่สื่อนำเสมอ สำหรับการถอดรหัส (Decoding) ตีความของกลุ่มพ่อ เมื่อให้เปรียบเทียบกับชีวิตจริง หากมี เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น พ่อจะเลือกแก้ปัญหาหรือคลี่คลายปัญหาอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างจากที่สื่อ โฆษณานำเสนอ พบว่าส่วนใหญ่พ่อยังเลือกที่จะคลี่คลายปัญหาด้วยความประนีประนอม โดยเลือกที่จะ ให้อภัยเหมือนเรื่องราวในโฆษณา ดังนั้นโลกความจริงของพ่อจึงเหมือนโลกที่สื่อนำเสนอในโฆษณา แสดงให้เห็นว่าในระบบรหัส(Coding System) ของโฆษณาชุดนี้ การเข้ารหัสสาร (Encoding) ของผู้ส่งสารมี อำนาจในการกำหนดการถอดรหัสเหนือกว่าผู้รับสาร (Decoding) กล่าวได้ว่า ผู้ที่มีอำนาจในการควบคุมการ ใส่รหัสของโฆษณาชุดนี้คือ ผู้ส่งสาร (Encoder) ไม่ใช่ผู้รับสาร (Decoder) นั่นเอง ผลการวิจัยสามารถสรุปปฏิกิริยาย้อนกลับจากการชมโฆษณาชุดนี้ในครอบครัวได้สามรูปแบบ คือ 1. ผู้ปกครองถือโอกาสเตือนสติและสอนลูกสาว 2. เกิดบรรยากาศเงียบ เศร้าภายในบ้าน เกิดความรู้สึกลบใน ครอบครัว และไม่อยากชมโฆษณา 3. เกิดการวิพากษ์ วิจารณ์ในครอบครัว ในประเด็นของความไม่ เหมาะสมในการนำเรื่องราวดังกล่าวมาเสนอเป็นโฆษณา ชื่อโครงการ : โมเดลใหม่เพื่อการรณรงค์ขับเคลื่อนสังคม : จาก “บ ว ร” สู่ “พ อ ส ม ค ว ร” จากการถอดบทเรียน การขับเคลื่อนและการรณรงค์ทางสังคมของเครือข่ายภาคประชาชนในหลาย พื้นที่ชุมชนต่างๆ ของไทย พบว่า การรณรงค์ขับเคลื่อนสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชุมชนนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีพันธมิตรหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายภาคส่วนด้วยกัน ทั้งนี้ ใน อดีตสถาบันหลักที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมให้ประสบความสำเร็จคือ ชุมชน หมู่บ้าน สถาบันทางศาสนาหรือวัด และสถาบันทางการศึกษาหรือโรงเรียน ซึ่งประสานงานและทำงาน ร่วมกัน รวมเรียกว่า “บวร” เป็น “สามประสาน” ที่มีการนำมาใช้เป็นแนวทางในการรณรงค์ขับเคลื่อนสังคม ระดับชุมชนมาเป็นเวลานาน ทั้งนี้ การทำงานของ “บวร” ที่มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพย่อมนำไปสู่ ความสำเร็จในการขับเคลื่อนสังคมได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยใหม่สังคมมีการเปลี่ยนแปลง ไปมากด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ แนวคิดใหม่ในการปกครองและการพัฒนาสังคม ดังนั้น ในชุมชนสถาบัน หลักเดิมที่มีอิทธิพลต่อความคิด และวิถีชีวิตของตนในชุมชนคือ บ้าน วัด โรงเรียน เริ่มลดทอนอำนาจหรือ อิทธิพลลงไปมาก พัฒนาการทางสังคมใหม่ๆ ทำให้ทรัพยากรอำนาจในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เกิด องค์กรหรือสถาบันในรูปแบบใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ดังนั้น ทรัพยากรอำนาจในชุมชนจึงเปลี่ยนแปลงไป ภาคี องค์กรที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชุมชนมีมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ การสร้างความร่วมมือกันในหลายชุมชนจึงมีภาคีองค์กรที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชุมชนมาก ขึ้น สถาบันหลักอันเป็นทรัพยากรอำนาจย่อมขยายกว้างออกไปจากสามสถาบันหลักเดิมคือ บ้าน วัด โรงเรียน หรือ บ ว ร ดังนั้น การสร้างความร่วมมือเพื่อรณรงค์ขับเคลื่อนสังคม จึงควรอาศัยตัวแบบ (Model) ใหม่ของภาคีความร่วมมือที่เรียก “พ อ ส ม ค ว ร” ซึ่งประกอบด้วยสถาบันหลัก 7 สถาบันที่เชื่อมต่อกับ ชุมชน อันได้แก่ 1) องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) หรือองค์กรด้านการพัฒนาชุมชน หรือ “พ” 2) องค์การ บริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งในระดับชุมชนหมู่บ้านจะเน้นไปที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือ “อ ” 3) หน่วยงานทางด้านสาธารณสุขในชุมชน ในที่นี้มุ่งเน้นไปที่หมออนามัย หรือ “ส” 4) หมู่บ้าน ซึ่ง หมายความรวมถึงแกนนำชุมชน อันได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้นำทางการปกครอง และผู้นำทางความคิด เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน หรือ “ม” 5) ครอบครัว และคนในชุมชน หรือ “ค” 6) วัดและแกนนำ ทางด้านศาสนาในชุมชน หรือ “ว” และ 7) สถาบันการศึกษาหรือโรงเรียน ได้แก่ “ร” หมายถึงและ หมายความรวมถึง ผู้นำทางความคิดในด้านการศึกษา อันได้แก่ ครู อาจารย์ ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยพบว่า ในชุมชนใดที่มีการรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมโดยมีภาคีเครือข่าย ความร่วมมือครบถ้วนทั้ง 7 ภาคส่วน และสามารถทำงานหนุนเสริมซึ่งกันและกัน ปรากฏว่า ชุมชนดังกล่าว นั้นสามารถรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้เป็นผลสำเร็จบนความร่วมมือร่วมใจของ ประชาคม และภาคีที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี

บรรณานุกรม :
อนุมงคล ศิริเวทิน . (2552). การประชุมสัมมนาเครือข่ายวิชาการ-วิจัย สายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 2 เรื่อง "มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์: พลังปัญญาเพื่อพัฒนาประเทศ".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อนุมงคล ศิริเวทิน . 2552. "การประชุมสัมมนาเครือข่ายวิชาการ-วิจัย สายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 2 เรื่อง "มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์: พลังปัญญาเพื่อพัฒนาประเทศ"".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
อนุมงคล ศิริเวทิน . "การประชุมสัมมนาเครือข่ายวิชาการ-วิจัย สายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 2 เรื่อง "มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์: พลังปัญญาเพื่อพัฒนาประเทศ"."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552. Print.
อนุมงคล ศิริเวทิน . การประชุมสัมมนาเครือข่ายวิชาการ-วิจัย สายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 2 เรื่อง "มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์: พลังปัญญาเพื่อพัฒนาประเทศ". กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2552.