ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

การผลิตและสมบัติทางเคมี-กายภาพของ แป้งคาร์บอกซีเมทธิลจากแป้งมันสำปะหลัง

หน่วยงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : การผลิตและสมบัติทางเคมี-กายภาพของ แป้งคาร์บอกซีเมทธิลจากแป้งมันสำปะหลัง
นักวิจัย : กุลฤดี แสงสีทอง , Kunruedee Sangseethong
คำค้น : Biochemistry , Biological sciences , Biology and biochemistry , BT-B-15-CG-B9-4403 , Carboxymethyl , Cassava starch , คาร์บอกซีเมทธิล , ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ , สมบัติทางเคมี , สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย , แป้งมันสำะปะหลัง
หน่วยงาน : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2546
อ้างอิง : http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/1747
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

ในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตแป้งคาร์บอกซีเมทิลจาก แป้งมันสำปะหลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาสภาวะที่ให้ผลดีที่สุดสำหรับประสิทธิภาพของ ปฏิกิริยาและค่าระดับการแทนที่ของแป้งดัดแปรที่ผลิตได้ ในการศึกษาได้ทำปฏิกิริยาโดยใช้สารผสมของน้ำและแอลกอฮอล์เป็นตัวกลาง ปฏิกิริยา และให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างแป้งและโซเดียมโมโนคลอโรอะซิเตทโดยมีโซเดียม ไฮดรอกไซด์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการผลิตซึ่งได้แก่ ชนิดของแอลกอฮอล์ อุณหภูมิในการทำปฏิกิริยา ปริมาณน้ำ และปริมาณของโซเดียมไฮดรอกไซด์และโซเดียมโมโนคลอโรอะซิเตท จากการศึกษาพบว่าในบรรดาของแอลกอฮอล์ที่ทำการทดสอบ iso-propanol เป็นตัวกลางปฏิกิริยาที่ให้ประสิทธิภาพดีที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าอุณหภูมิในการทำปฏิกิริยา ปริมาณน้ำและปริมาณโซเดียมไฮดรอกไซด์ ต่างก็มีผลในเชิงบวกต่อกระบวนการผลิตแป้งคาร์บอกซีเมทิล โดยที่ค่าระดับการแทนที่ และประสิทธิภาพของปฏิกิริยาจะสูงขึ้นตามปริมาณที่เพิ่มขึ้นของปัจจัยเหล่า นี้จนกระทั่งถึงระดับที่เหมาะสมที่ระดับหนึ่ง สำหรับโซเดียมโมโนคลอโรอะซิเตทนั้นพบว่ามีอิทธิพลต่อค่าระดับการแทนที่ใน เชิงบวก แต่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของปฏิกิริยาในเชิงลบ กล่าวคือเมื่อเพิ่มปริมาณของโซเดียมโมโนคลอโรอะซิเตทจะมีผลทำให้ค่าระดับการ แทนที่มีค่าสูงขึ้น แต่ประสิทธิภาพของปฏิกิริยาจะมีค่าต่ำลง จากการพิจารณาโดยใช้ค่าระดับการแทนที่และประสิทธิภาพของปฏิกิริยาเป็นเกณฑ์ พบว่าสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตแป้งคาร์บอกซีเมทิลสามารถทำได้โดยใช้ iso-propanol ที่มีน้ำอยู่ 18% (w/w) เป็นตัวกลางปฏิกิริยา ทำปฏิกิริยาที่ 40 องศาเซลเซียส โดยใช้ปริมาณโซเดียมไฮดรอกไซด์ต่อหน่วยแอนไฮโดรกลูโคสเท่ากับ 1.9 (โมล/โมล) และปริมาณโซเดียมโมโนคลอโรอะซิเตทต่อหน่วยแอนไฮโดรกลูโคสเท่ากับ 1.0 (โมล/โมล) หลังจากนั้นได้ทำการผลิตแป้งคาร์บอกซีเมทิลที่มีระดับการแทนที่ต่างๆ (DS = 0.03-0.70) ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมแต่แปรระดับปริมาณของโซเดียมโมโนคลอโรอะซิเตท เมื่อทำการตรวจวิเคราะห์สมบัติของแป้งที่ผลิตได้พบว่าแป้งคาร์บอกซีเมทิลใน ทุกระดับการแทนที่สามารถละลายได้ในน้ำเย็นอย่างสมบูรณ์ พื้นผิวของเม็ดแป้งมีรอยบุบและยุบตัว ซึ่งจากการตรวจวิเคราะห์สมบัติของตัวอย่างชุดควบคุมพบว่าการเปลี่ยนแปลงของ สมบัติการละลายในน้ำเย็นและลักษณะของเม็ดแป้งส่วนใหญ่เกิดขึ้นเนื่องจากการ กระทำของด่างที่ใช้ในกระบวนการผลิต แป้งคาร์บอกซีเมทิลที่ผลิตได้มีความหนืดสูงกว่าตัวอย่างชุดควบคุม การดัดแปรด้วยวิธีคาร์บอกซีเมทิเลชันช่วยลดการเกิดรีโทรเกรเดชันของแป้งมัน สำปะหลังอย่างมาก โดยพบว่าแป้งเปียกของแป้งคาร์บอกซีเมทิลไม่เกิดการขุ่นขึ้นเลยแม้เก็บที่ อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 10 วัน นอกจากนี้ในงานวิจัยนี้ยังได้ทำการทดลองเบื้องต้นเพื่อศึกษาผลของการดัดแปร ร่วมระหว่างการครอสลิงค์และคาร์บอกซีเมทิเลชันซึ่งพบว่าวิธีการครอสลิงค์ สามารถช่วยทำให้แป้งคาร์บอกซีเมทิลมีความหนืดสูงขึ้นอย่างมาก

บรรณานุกรม :
กุลฤดี แสงสีทอง , Kunruedee Sangseethong . (2546). การผลิตและสมบัติทางเคมี-กายภาพของ แป้งคาร์บอกซีเมทธิลจากแป้งมันสำปะหลัง.
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
กุลฤดี แสงสีทอง , Kunruedee Sangseethong . 2546. "การผลิตและสมบัติทางเคมี-กายภาพของ แป้งคาร์บอกซีเมทธิลจากแป้งมันสำปะหลัง".
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
กุลฤดี แสงสีทอง , Kunruedee Sangseethong . "การผลิตและสมบัติทางเคมี-กายภาพของ แป้งคาร์บอกซีเมทธิลจากแป้งมันสำปะหลัง."
    ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2546. Print.
กุลฤดี แสงสีทอง , Kunruedee Sangseethong . การผลิตและสมบัติทางเคมี-กายภาพของ แป้งคาร์บอกซีเมทธิลจากแป้งมันสำปะหลัง. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ; 2546.