ridm@nrct.go.th   ระบบคลังข้อมูลงานวิจัยไทย   รายการโปรดที่คุณเลือกไว้

โครงการเครือข่ายวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ด้านจริยธรรมในประเด็นเรื่อง คุณค่าของชีวิตในสังคมไทย

หน่วยงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

รายละเอียด

ชื่อเรื่อง : โครงการเครือข่ายวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ด้านจริยธรรมในประเด็นเรื่อง คุณค่าของชีวิตในสังคมไทย
นักวิจัย : วริยา ชินวรรโณ
คำค้น : คุณค่าของชีวิตในสังคมไทย , จริยธรรม
หน่วยงาน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ผู้ร่วมงาน : -
ปีพิมพ์ : 2549
อ้างอิง : http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=PDG4410004 , http://research.trf.or.th/node/3243
ที่มา : -
ความเชี่ยวชาญ : -
ความสัมพันธ์ : -
ขอบเขตของเนื้อหา : -
บทคัดย่อ/คำอธิบาย :

การวิจัยนี้บูรณาการวิธีการเชิงคุณภาพและวิธีการเชิงสำรวจ (Cross-sectional survey research) เพื่อที่จะศึกษา (1) การแสวงหาความ สุขและคุณค่าของชีวิตในทัศนะทางจริยศาสตร์และคำสอนทางศาสนา (2) ทัศนะเกี่ยวกับการแสวงหาความสุขและคุณค่าของชีวิตในกลุ่มคนต่าง วัยในกรุงเทพมหานครการเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถาม ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่หนึ่ง พบว่า ในทัศนะของสุขนิยม ความสุข คือ ความสุขสบายทางกายและทางใจ ในทัศนะอสุข นิยม ความสุข คือ การมีปัญญาความรู้หรือความสงบของจิต ในทัศนะมนุษยนิยม ความสุข คือ การตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทั้ง ด้านร่างกายและจิตใจอย่างสมดุลกันในทัศนะของศาสนาพุทธ ความสุข คือ การดำเนินชีวิตอย่างมีสติที่เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นใน ทัศนะศาสนาคริสต์ ความสุข คือ การดำเนินชีวิตที่มีความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ในทัศนะศาสนาอิสลาม ความสุข คือ การดำเนิน ชีวิตด้วยการทำความดีตามหลักศรัทธาต่อพระเป็นเจ้าทั้งสามศาสนาต่างก็เน้นความสุขทาง ด้านจิตวิญญาณมากกว่าความสุขทางโลก ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่สอง พบว่า ในส่วนของทัศนะเกี่ยวกับคุณค่าที่มีความสำคัญต่อชีวิตนั้น กลุ่มตัวอย่างทุกวัยเห็นว่า คุณค่าทุกข้อที่ถามมีความสำคัญในระดับมาก ยกเว้น “การสร้างสาธารณประโยชน์” และ “การมีความหวังในโลกหน้า” ที่กลุ่มตัวอย่าง เห็นว่า มีความสำคัญต่อชีวิตในระดับปานกลาง นอกจากนี้ ในส่วนของทัศนะเกี่ยวกับชีวิตที่ดี พบว่า กลุ่มตัวอย่างทุกวันให้ความสำคัญกับ การมีความสุขสบายทางกายและใจเป็นอันดับที่หนึ่ง วัยรุ่นให้ความสำคัญกับการขอคิดเรียนรู้และแสวงหาความรู้อยู่เสมอเป็นอันดับที่สอง วัยผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับการมีสติเท่าทันความคิดและความรู้สึกของตนเองในอันดับที่สอง วัยกลางคนให้ความสำคัญกับการมีจิตใจสงบ ปราศจากความสุขและความทุกข์เป็นอันดับที่สอง วัยผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับการมีจิตใจสงบปราศจากความสุขและความทุกข์เป็นอันดับที่ สองเช่นกัน นอกจากนี้ การทดสอบทางสถิติที่ระดับนัยยะสำคัญที่ 0.05 พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีวัยต่างกันจะทัศนะเกี่ยวกับการแสวงหาความ สุขและทัศนะเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิตแตกต่างกัน แต่กลุ่มตัวอย่างที่มีวัยต่างกันไม่มีทัศนะเกี่ยวกับชีวิตที่ดีที่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะ ควรสร้างจิตสำนึกแก่คนทุกวัยให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาหาความรู้ว่าเป็นการพัฒนาศักยภาพตามความ สามารถของตน และการสร้างสาธารณประโยชน์มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตที่ดี คำว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นับว่าเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีการบัญญัติ มาก่อนในรัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านมา ซึ่งในขณะร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ได้มีการถกเถียง โต้แย้งและอภิปรายกันมาก เนื่องจากเป็นคำที่ ยังขาดความชัดเจนอยู่ แม้กระทั่งได้ประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญในปัจจุบันแล้วก็ตาม ก็ยังมีความเคลือบคลุบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับคำ ว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” จึงมีผลต่อระบบกฎหมายของไทย โดยเฉพาะบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ใน มาตรา 4 มาตรา 26 และมาตรา 28 นั้นมีความหมายกว้างและขาดความชัดเจน จนก่อให้เกิดปัญหาในการตีความเนื้อหาแห่งศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ อีกทั้งยังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องผลการใช้บังคับในทางกฎหมายอีกด้วย จากผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น ขึ้นอยู่กับการกำหนดสถานะทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากยังไม่มีแนวทางในการตีความคำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้เป็นจุดยุติยอมรับโดยทั่วไป ทำให้เกิดปัญหาหลายประการ ได้แก่ ปัญหาการตีความ ปัญหาการกำหนดสถานะและผลการใช้บังคับทางกฎหมาย อีกทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาต่อเนื่องเกี่ยวกับการยกข้อต่อสู้และการ ใช้สิทธิทางศาลของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นต้น ทันทีที่ได้รับทุนวิจัยในงานวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ จึงศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องบทบาทการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคมของ ประชาชนไทย โดยมุ่งให้ความสำคัญในการศึกษา 2 ประเด็น ดังนี้ 1. การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นหลักสำคัญ เพื่อให้ทราบสภาพปัญหาต่าง ๆ ตลอด จนองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมาของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญไทย โดยพยายามที่จะนำเสนอทางเลือกสายกลางผสมสานระหว่างแนวคิดหลายฝ่ายเกี่ยวกับเรื่อง นี้ เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการตีความเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของศาลรัฐธรรมนูญ อันจะสามารถนำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่กำหนด ไว้ในรัฐธรรมนูญไปใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริง 2. การศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่าของชีวิตกับบทบาทการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยว กับเรื่องจริยธรรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องคนตามทฤษฎี ทางจริยศาสตร์และหลักคำสอนทางศาสนา เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับลักษณะของคนดีในสังคมไทย และเพื่อศึกษาทัศนะเกี่ยวกับคนดีระหว่าง กลุ่มคนต่างศาสนา การศึกษาประกอบด้วยการวิจัยภาคเอกสารและวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ และ อิสลามในเขตกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 399 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม ผลการวิจัยภาคเอกสารพบว่าคนดีตามแนวคิดอัตนิยมคือคนที่ทำเพื่อประโยชน์ระยะยาวของตนเองคนดีตามแนวคิดประโยชน์นิยม คือคนที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คนดีตามแนวคิดของค้านต์คือคนที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นในฐานะเป้าหมายในตัวเอง คนดีตามคำสอนศาสนาพุทธ คือคนที่มีสติรู้เท่าทันความคิดความรู้สึกและมีจิตใจประกอบด้วยกุศล คนดีตามคำสอนศาสนาคริสต์คือคนมีจิตประกอบความรัก ปฏิบัติตนตาม กฎเกณฑ์ของพระเจ้าและในฐานะฉายาของพระเจ้า และคนดีตามคำสอนของอิสลามคือคนดำรงไว้ซึ่งสภาพของความเป็นคนและสภาพของ การมีศรัทธา ผลการวิจัยเชิงสำรวจพบว่าผู้ที่นับถือศาสนาแตกต่างกันมีแนวคิดเกี่ยวกับคนดีไม่แตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างจัดให้การรักษาประโยชน์ ส่วนตัวอยู่ในอันดับสุดท้ายในบรรดาคุณสมบัติที่คนดีจำเป็นต้องมี และจัดคุณสมบัติของคนดีที่สอดคลองกับคำสอนของศาสนาตนไว้ในอันดับ ที่หนึ่ง นอกจากนี่ทุกกลุ่มตัวอย่างจัดคุณสมบัติที่ว่าคนดีคือผู้ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรักให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ในเรื่องพฤติกรรมของคนดีนั้น กลุ่มตัวอย่างชาวพุทธเห็นด้วยกับพฤติกรรมที่มีลักษณะเป็นอัตนิยม ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างศาสนาอื่นมีความเห็นเป็นกลาง นอกจากนี้ กลุ่มตัว อย่างชาวพุทธมีทัศนะบางประการไม่สอดคล้องกับหลักคำสอนทางศาสนา โดยเฉพาะเรื่องการเสพสุรา การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน การซื้อขายบริการทางเพศ ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างมุสลิมมีทัศนะที่สอดคล้องกับหลักศาสนาที่สุด อย่างไรก็ตาม ทัศนะเกี่ยวกับการตัดสินใจ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ของกลุ่มตัวอย่าง เช่น การเสียสละเพื่อส่วนรวม พบว่ามีความขัดแย้งกับทัศนะเกี่ยวกับคุณสมบัติและพฤติกรรมของคน ดีในบางส่วน ข้อเสนอแนะในการวิจัย ควรมีการศึกษาโดยขยายขอบเขตกลุ่มตัวอย่างเป็นระดับประเทศ หรือเปรียบระหว่างจังหวัดที่สำคัญต่อไป วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบความคิดเกี่ยวกับคุณธรรม เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับ ความเข้มแข็งและก้าวหน้าของสังคม เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของคุณธรรมและความเข้มแข็งก้าวหน้าของสังคม และเพื่อศึกษาทัศนะของ นักคิดในสังคมไทยในเรื่องคุณธรรมที่จะสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งและก้าวหน้า โดยทำการสัมภาษณ์ระดับลึกกับนักคิดในสังคมไทยจำนวน 7 ท่าน ผลการวิจัย พบว่า 1) อริสโตเติลแบ่งคุณธรรมออกเป็นสองประเภท กล่าวคือ คุณธรรมทางปัญญาและคุณธรรมทางจริยธรรม คุณธรรมทางปัญญาเป็นการเข้าใจความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของสรรถสิ่งในจักรวาลและธรรมชาติของมนุษย์ คุณธรรมทางปัญญาเป็นผลมา จากการอบรมสั่งสอนและการไตร่ตรองทางปรัชญา ส่วนคุณธรรมทางจริยธรรมเป็นผลมาจากลักษณะนิสัย คุณธรรมทางจริยธรรมเป็นสิ่งที่ ไม่ได้มีอยู่ก่อนแต่ผลมาจากการฝึกฝนจนเป็นนิสัย 2) จากการศึกษาวิจัยพบว่าสังคมเข้มแข็งคือสังคมที่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มของพลเมือง ในสังคมซึ่งสังคมในที่นี้รวมถึงภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชนด้วย และการรวมตัวนี้เป็นไปเพื่อการแก้ปัญหาบางอย่างให้บรรลุ วัตถุประสงค์ ในลักษณะของความเป็นหุ้นส่วนกัน มีความสามัคคีและเอื้ออาทรต่อกัน และจากการศึกษายังพบอีกด้วยว่ามีปัจจัยสำคัญ 7 ประการด้วยกันที่จะช่วยสร้างสังคมเข้มแข็งและก้าวหน้า กล่าวคือ 1) โครงสร้างทางสังคมต้องเป็นแนวนอน 2) ระบบเศรษฐกิจควรเป็นระบบ เศรษฐกิจแบบพอเพียง 3) ต้องมีค่านิยมจากศาสนธรรม 4) ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อชีวิต 5) ต้องสร้างกลุ่มผู้นำตามธรรมชาติ 6) ระบบความสัมพันธ์เชิงสังคมต้องแน่นแฟ้น 7) ต้องสร้างกลไกที่เอื้อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ในชุมชนและสังคม 3) ผลการวิจัยพบว่า คุณธรรมของอริสโตเติลสัมพันธ์กับสังคมเข้มแข็งก็คือว่าถ้าคนในสังคมทุกคนเป็นคนที่มีคุณธรรมสังคมก็ย่อมจะเข้มแข็งตามไปด้วย แต่ถ้า คนในสังคมไม่มีคุณธรรมก็จะทำให้สังคมอ่อนแอและจะเป็นรากเหง้าของปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาสังคมและปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น นอกจากนี้แนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรมของอริสโตเติลยังช่วยเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมด้วย 4) จากการสัมภาษณ์ นักคิดทั้ง 7 ท่านเกี่ยวกับประเด็นที่ว่ามีคุณธรรมอะไรบ้างที่จะช่วยสร้างสังคมให้เข้มแข็งและก้าวหน้า พบว่ามีคุณธรรม 9 ข้อด้วยกันที่นักคิด ในสังคมไทย คิดว่าคุณธรรมเหล่านี้จะสามารถช่วยสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งและก้าวหน้าได้ คุณธรรมดาทั้ง 9 ประการ ประกอบไปด้วย 1. ความซื่อสัตย์ 2. ความเอื้ออาทร 3. ความเป็นคนมีจิตสาธารณะ 4. ความกตัญญู 5. ความไว้วางใจผู้อื่น 6. การทำตนให้เป็นตัวอย่าง 7. ความกล้า ที่จะเห็นแย้ง 8. ความรู้เท่าทันระบบทุนนิยม 9. การยึดถือความจริงเป็นพื้นฐาน งานวิจัยนี้เสนอแนะว่า ควรมีการศึกษาวิจัยว่าคุณธรรมที่จะช่วยสร้างสังคมที่เข้มแข็งและก้าวหน้าตามทรรศนะของประชาชนโดย ทั่ว ๆ ไปนอกจากนักคิดในสังคมไทยมีอะไรบ้าง และควรมีการศึกษาเปรียบเทียบประเด็นเรื่องคุณธรรมที่จะช่วยสร้างสังคมที่เข้มแข็งและก้าว หน้าตามทัศนะของนักคิดในสังคมไทยกับนักคิดชาวต่างประเทศว่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรด้วย คำสำคัญ : คุณธรรม/สังคมเข็มแข็ง งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนะเกี่ยวกับลักษณะการนับถือพระพุทธศาสนาและชีวิตที่ดีในสังคม ไทย เป็นการศึกษาทั้งภาคเอกสารและการศึกษาภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Survey) กลุ่มตัวอย่างเป็นพุทธศาสนิกชนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 399 คน โดยการใช้แบบสอบถาม จากการศึกษาพบว่า ลักษณะการนับถือพระพุทธศาสนาตามหลักพุทธธรรมให้ยึดหลักแห่งพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เข้าใจ ยอมรับ การกระทำและผลการกระทำของตนเองเป็นที่ตั้ง มีหลักสำคัญแห่งการดำเนินชีวิต 3 ประการ กล่าวคือ ละเว้นความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึง พร้อม ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ประพฤติตามอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นฐานสู่จุดหมายสูงสุดของการมีชีวิตที่ดีตามหลักพุทธศาสนา คือ การเข้าถึง สภาวะความเป็นจริงแห่งกฎธรรมชาติ ไม่ยึดมั่นถือมั่น วางใจเป็นกลาง จิตใจปลอดโปร่ง เบิกบานหมดความมัวหมอง แต่ลักษณะการนับถือ ของชาวพุทธในสังคมไทยปัจจุบันส่วนใหญ่มีความเชื่อ นับถือสิ่งที่ตนคิดว่าศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พึ่งอีกมากมายนอกเหนือจากนับถือพระรัตน ตรัย อีกทั้งการดำเนินชีวิตตามกระแสแห่งบริโภคนิยม วัตถุนิยม ส่งผลให้มีชีวิตที่ดีไม่ค่อยสอดคล้องตามหลักพุทธธรรม พุทธศาสนิกชนกลุ่มผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีทัศนะเกี่ยวกับลักษณะการนับถือพระพุทธศาสนาและการมีชีวิตที่ดีสอดคล้องตาม หลักพุทธธรรมมากที่สุด รองลองมา คือ กลุ่มผู้ร่วมลัทธิพิธีเจ้าแม่กวนอิม กลุ่มผู้ร่วมลัทธิพิธีรัชกาลที่ 5 และกลุ่มผู้เดินตามศูนย์การค้า เซ็นเตอร์พอยท์ ตามลำดับ โดยที่พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่มีลักษณะการนับถือ ความเชื่อ ความเข้าใจ ปฏิบัติตามหลักธรรมทางพระพุทธ ศาสนาไม่ถูกต้องเท่าที่ควรโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ส่งผลให้การมีชีวิตที่ดีตามหลักพุทธธรรมอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดจากทุก ๆ กลุ่ม ต้องการแสวง หาความสุขที่ตอบสนองทางด้านร่างกายมากกว่าความสงบของจิตใจ ดังนั้นชาวพุทธควรตระหนักที่จะปลูกฝังค่านิยมแห่งการเสียสละ แบ่งปัน ความพอดีแห่งการพึ่งวัตถุ สร้างคุณค่าแห่งชีวิตจากภายในมากกว่าการมีทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง เพื่อการมีชีวิตที่ดีตามหลักพุทธ ธรรม และประโยชน์สุขแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างแท้จริง ควรมีการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับพุทธศาสนิกชนทุกคนโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและบุคลากร ระดับผู้บริหารทุกหน่วยงานทั้งในภาครัฐและเอกชน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์คือ (1) ศึกษาเปรียบเทียบคุณค่าชีวิตของคนไทย ในกลุ่มคนที่มีความแตกต่าง กันทางสังคม (2) ศึกษาคุณค่าชีวิตของคนไทยในปัจจุบันว่ามีความสอดคล้องกับจริยธรรมหรือไม่ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามใน ระหว่างวันที่ 1-30 เมษายน พ.ศ. 2545 โดยสอบถามจากทัศนะของกลุ่มคนที่มีความแตกต่างกันทางสังคมสองกลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่มผู้มี โอกาสทางสังคม และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน นำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติซึ่งได้แก่ค่าความถี่ และค่า ร้อยละ แล้วนำเสนอผลในรูปแบบตารางและการพรรณนา ผลการศึกษาพบว่าสิ่งที่กลุ่มผู้มีโอกาสและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสปรารถนามากที่สุดคือครอบครัวมีความสุข การมีสุขภาพดีและการมี ทรัพย์ สิ่งที่เป็นคุณค่าของชีวิต คือการได้ทดแทนพระคุณผู้ให้กำเนิดและผู้มีพระคุณ การทำให้ครอบครัวมีความสุข และได้ทำงานตามความ ต้องการของตน อาชีพที่ผู้มีโอกาสเลือกมากที่สุดคือ การเป็นเจ้าของธุรกิจหรือกิจการส่วนตัว ทำงานในรัฐวิสาหกิจและเป็นข้าราชการ ที่มี ความแตกต่างกันคือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเลือกอาชีพเจ้าของธุรกิจชีพกิจการส่วนตัว อาชีพแพทย์-พยาบาลและอาชีพข้าราชการ ส่วนค่านิยมทั้งสองกลุ่มเห็นว่ามีความสำคัญและเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ได้แก่ ความจงรักภักดีต่อพระมหา กษัตริย์ การทำบุญ ความเคารพต่อผู้อาวุโส เป็นต้น ในด้านจริยธรรม ทั้งสองกลุ่มมีความคิดสอดคล้องกันว่าจริยธรรมที่มีความสำคัญมากต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบันได้แก่ความ อดทน การมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ ความเมตตา ความซื่อสัตย์ เสียสละและความยุติธรรม ในด้านพฤติกรรมเชิงจริยธรรมนั้นทั้ง สองกลุ่มให้ความเห็นสอดคล้องกันว่าพฤติกรรมที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นในสังคม คือการเบียดบังทรัพย์ของราชการไปเป็นของตนเอง การรับสิน บน เสพยาเสพติด การค้าขายยาเสพติด การขโมย การฆ่าคน การบริการทางเพศ การนอกใจคู่สมรส เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่าความคิดของคน ไทยในปัจจุบันยังมีความสอดคล้องกับจริยธรรม ผู้เสนองานวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า รัฐควรส่งเสริมกิจกรรมการศึกษาด้านจริยธรรมอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าพฤติ กรรมเชิงจริยธรรมมีความเกี่ยวข้องกับคุณค่าของชีวิต ต้องสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนได้ตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตที่มีพื้นอยู่บนคุณค่า ทางจริยธรรมมากกว่าคุณค่าที่เกิดจากวัตถุภายนอก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่สังคมอย่างแท้จริง และควรรณรงค์ให้ประชาชนไทยมี การยกย่องผู้มีจริยธรรมแทนที่จะยกย่องเฉพาะคนรวยและผู้มีตำแหน่งในสังคม วิทยานิพนธ์เรื่อง “ความเป็นจีนตามนิยามของผู้มีเชื้อสายจีน ในอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก” มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบาย กระบวนการสร้างความรับรู้ต่อตัวตนของชาวจีนในฐานะที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง การศึกษาเน้นที่การเปลี่ยนแปลงของนิยามในบริบททาง การเมืองและสังคมที่แตกต่างระหว่างช่วงสมัยการปกครองของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม (พ.ศ.2480 – 2488 และ พ.ศ.2491 – 2500) และ ช่วงการปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (พ.ศ.2501 – 2506) คำถามสำคัญของวิทยานิพนธ์คือ (1) อะไรคือความแตกต่างระหว่าง “ความ เป็นจีน” ที่ถูกนิยามโดยรัฐในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน และรัฐส่งคำนิยามนั้นลงไปสู่สำนึกของผู้มีเชื้อสายจีนในพิษณุโลกอย่างไร (2) คำนิยาม นั้นกระทบต่อ “ความเป็นจีน” ของผู้มีเชื้อสายจีนในพิษณุโลกอย่างไร และ (3) คำนิยามนั้นถูกปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขในท้องถิ่นอย่างไร บ้าง การศึกษาครั้งนี้ใช้วีการทางประวัติศาสตร์และนำเสนอในรูปแบบของการพรรณนาวิเคราะห์หลักฐานที่ใช้ในการศึกษานี้ มาจากการ สัมภาษณ์ผู้มีเชื้อสายจีนกลุ่มต่าง ๆ ในพิษณุโลก และจากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารของรัฐ ตลอดจนเอกสารของท้องถิ่น จากการศึกษา พบว่า คำนิยาม “ความเป็นจีน” ของผู้มีเชื้อสายจีนในพิษณุโลกมีความหลากหลายเมื่อผ่านช่วงระยะเวลาต่าง ๆ คำ นิยามความเป็นจีน ไม่ได้เป็นการนิยามเพื่อตอบสนองกับคำนิยามความเป็นจีนของรัฐโดยตรงเท่านั้น แต่ยังถูกสร้างภายใต้บริบทวิถีชีวิตของ พวกเขาและภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาวจีนด้วยกันและระหว่างพวกเขากับกลุ่มอื่น ๆ นอกเหนือไปจากกลุ่มสำเนียงภาษาแล้ว สถานะทางเศรษฐกิจสังคมและความสัมพันธ์ทางการเมืองกับรัฐไทยนับเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดความแตกต่างของนิยาม ปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกันในระดับต่าง ๆ ของผู้มีเชื้อสายจีน เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่างของ นิยามเช่นเดียวกันกับปัจจัยในระดับปัจเจกบุคคลด้วย

บรรณานุกรม :
วริยา ชินวรรโณ . (2549). โครงการเครือข่ายวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ด้านจริยธรรมในประเด็นเรื่อง คุณค่าของชีวิตในสังคมไทย.
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วริยา ชินวรรโณ . 2549. "โครงการเครือข่ายวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ด้านจริยธรรมในประเด็นเรื่อง คุณค่าของชีวิตในสังคมไทย".
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
วริยา ชินวรรโณ . "โครงการเครือข่ายวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ด้านจริยธรรมในประเด็นเรื่อง คุณค่าของชีวิตในสังคมไทย."
    กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549. Print.
วริยา ชินวรรโณ . โครงการเครือข่ายวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ด้านจริยธรรมในประเด็นเรื่อง คุณค่าของชีวิตในสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2549.