| ชื่อเรื่อง | : | แนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร |
| นักวิจัย | : | พลินี นิวัฒน์ภูมินทร์ |
| คำค้น | : | น้ำเสีย -- การบำบัด , น้ำเสีย -- การบำบัด -- ค่าธรรมเนียม |
| หน่วยงาน | : | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | สิตานนท์ เจษฎาพิพัฒน์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะเศรษฐศาสตร์ |
| ปีพิมพ์ | : | 2544 |
| อ้างอิง | : | 9740302742 , http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/11665 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | วิทยานิพนธ์ (ศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการบำบัดน้ำเสีย ของกรุงเทพมหานคร โดยวิธีการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ด้วยการนำประสบการณ์การเก็บค่าบำบัดน้ำเสียของเมืองพัทยา และเทศบาลตำบลป่าตอง และการเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขนขยะของกรุงเทพมหานคร มาประกอบการวิเคราะห์ ผลการศึกษาสรุปว่า กรุงเทพมหานครไม่สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียจากประชาชน เนื่องจากกรุงเทพมหานครยังไม่สามารถออกข้อบัญญัติเฉพาะ เกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นผลจากความล่าช้าในการตีความข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายฉบับและซ้ำซ้อน และจากประสบการณ์ในการเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย ของเมืองพัทยาและเทศบาลป่าตอง และการเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขนขยะของกรุงเทพมหานคร พบว่า การเก็บค่าธรรมเนียมอย่างมีประสิทธิผล จะขึ้นอยู่กับการมีรูปแบบการจัดเก็บที่เหมาะสม ซึ่งประกอบด้วย อัตราค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม นั่นคือ สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในการเดินระบบและบำรุงรักษา และการมีหน่วยงานจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่มีประสิทธิภาพ นั่นคือ สามารถจัดเก็บได้ครอบคลุมครัวเรือนจำนวนมาก มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการต่ำ และสามารถจัดเก็บรายได้เพียงพออย่างน้อยกับค่าใช้จ่าย ในการเดินระบบและบำรุงรักษา กรุงเทพมหานครมีนโยบาลที่จะเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 2 บาทต่อน้ำเสีย 1 ลบ.ม. จากประชาชนในพื้นที่ที่โรงบำบัดน้ำเสียสี่พระยา กรุงรัตนโกสินทร์ และช่องนนทรีเดินระบบอยู่ โดยต้นทุนในการเดินระบบและบำรุงรักษาจากโรงบำบัดน้ำเสีย 3 แห่งเฉลี่ยเท่ากับ 1.97 บาทต่อลบ.ม. ซึ่งเป็นอัตราที่เหมาะสมเพราะสอดคล้องกับค่าใช้จ่าย ในการเดินระบบและบำรุงรักษา สำหรับหน่วยงานที่เหมาะสมในการจัดเก็บค่าธรรมเนียม จากการเปรียบเทียบกรณีที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเอง โดยแบ่งออกเป็นการจัดส่งพนักงานออกจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามบ้านเรือน และการให้ประชาชนเดินทางมาชำระค่าธรรมเนียมที่เขต และกรณีที่การประปานครหลวงเป็นผู้รับผิดชอบ พบว่าการประปานครหลวงเป็นผู้รับผิดชอบ โดยการจัดทำใบแจ้งหนี้ค่าน้ำเสียร่วมกับค่าน้ำประปา เป็นวิธีที่เหมาะสมมากที่สุด เพราะสามารถจัดเก็บได้ครอบคลุมผู้ใช้น้ำถึง 98.46% มากกว่ากรณีที่กรุงเทพมหานครรับผิดชอบ และสามารถจัดเก็บรายได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเดินระบบ และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ โดยมีรายได้สุทธิ 347,876.11 บาทต่อเดือนในขณะที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บรายได้ ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในการเดินระบบ อีกทั้งการประปานครหลวง มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ และการจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากรณีที่กรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้นกรุงเทพมหานครควรขอความร่วมมือจากการประปานครหลวงในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย อย่างไรก็ตามจะมีข้อจำกัดสำหรับครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่บำบัดน้ำเสียแต่ไม่ได้ใช้น้ำประปาซึ่งการประปานครหลวงจะไม่สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้ ดังนั้นกรุงเทพมหานครควรจัดเก็บกลุ่มนี้เอง |
| บรรณานุกรม | : |
พลินี นิวัฒน์ภูมินทร์ . (2544). แนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร.
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พลินี นิวัฒน์ภูมินทร์ . 2544. "แนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร".
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พลินี นิวัฒน์ภูมินทร์ . "แนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร."
กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544. Print. พลินี นิวัฒน์ภูมินทร์ . แนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2544.
|
