| ชื่อเรื่อง | : | การสังเคราะห์ โครงสร้างผลึก สมบัติสเปกโทรสโกปี และ สมบัติทางแมเหล็กของสารเชิงซ้อนมอนอนิวเคลียร์และพอลินิวเคลียร์คอปเปอร์(II) |
| นักวิจัย | : | สุจิตรา ยังมี |
| คำค้น | : | Crystal Structures , Magnetic , Mononuclear , Polynuclear Copper(II) , Spectroscopic , พอลินิวเคลียร์คอปเปอร์(II) , มอนอนิวเคลียร์ , สเปกโทรสโกปี , แม่เหล็ก , โครงสร้างผลึก |
| หน่วยงาน | : | สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2554 |
| อ้างอิง | : | http://elibrary.trf.or.th/project_content.asp?PJID=BRG4980007 , http://research.trf.or.th/node/2442 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาหาสภาวการณ์เตรียม สมบัติทางสเปกโทรสโกปี (IR, solid state VIS, EPR) โครงสร้างผลึกและสมบัติทางแม่เหล็กของสารเชิงซ้อนพอลินิวเคลียร์คอปเปอร์ (II) ที่มีซูโดเฮไลด์ คาร์บอเนต และคาร์บอกซิเลตเป็นลิแกนด์สะพาน เชื่อมระหว่างไอออนคอปเปอร์ (II) และมีได-2-พิริดิลามีน (dpyam) 2, 2’-ไบพิริดีน (bpy) และ 1,10-ฟีแนนโทรลีน(phen) เป็นคีเลติงลิแกนด์ รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับสมบัติทางแม่เหล็ก โดยเปรียบเทียบกับสารอื่นในระบบที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังได้ศึกษาวิถีทางของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในอนุกรมของสารเชิงซ้อนมอนอนิวเคลียร์คอปเปอร์ (II) แบบ 5-coordinate ที่มีเฮไลด์และซูโดเฮไลด์เป็นลิแกนด์สะพานร่วม ผลิตภัณฑ์ที่สังเคราะห์ได้สำหรับระบบที่มีหมู่ซูโดเฮไลด์เป็นลิแกนด์สะพาน ได้แก่ สารเชิงซ้อนไดนิวเคลียร์ [CU2 (dpyam)2 (µ-NCO-N,N’) (NCO-N)2] (I), เตตระนิวเคลียร์ [Cu4(dpyam)4 (µ1,3-NCS)6 (O2CH)2 (H2O)2] (II), ไตรนิวเคลียร์ [Cu3(dpyam)2(µ1,3-N3)2(µ-CH3COO-K-O1)2(µ-CH3COO-K-O1,O2)2] 2H2O (III), ไดนิวเคลียร์ [Cu2(dpyam)2(µ1,1-N3)2(O2CH)2] (IV), [Cu2(dpyam)2(µ1,1-N3)2(O2CCH3)2] (V) and [Cu2(dpyam)2(µ1,1-N3)2(O2CCH2CH3)2] (VI) จากการศึกษาสมบัติทางแม่เหล็ก พบว่าสาร I, IV, V และ VI มีอันตรกิริยาระหว่างไอออนคอปเปอร์ (II) แบบเฟอร์โรแมกเนติก และมีค่า singlet-triplet splitting (J) เท่ากับ 6.03, 63.3, 63.8 และ 5.1 cm-1 ตามลำดับ ส่วนสาร II และ III มีอันตรกิริยาแบบแอนติเฟอร์โรแมกเนติกแบบอ่อนที่มีค่า J น้อยมาก นอกจากนี้ยังได้ศึกษาวิถีทางของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในอนุกรมของสารเชิงซ้อนมอนอนิวเคลียร์คอปเปอร์ (II) แบบ 5-coordinate ด้วย กรณีสารเชิงซ้อนที่มีหมู่คาร์บอเนตเป็นลิแกนด์สะพานนั้น ผลิตภัณฑ์ที่สังเคราะห์ได้ ได้แก่ สารเชิงซ้อนไตรนิวเคลียร์ [Cu3(chelate)6(µ3-CO3)](CF3SO3)4(H2O)0.5 เมื่อ chelate = bpy (I) และ phen (II), เฮกซะนิวเคลียร์ [Cu6(bpy)10(µ-OH)2(µ-CO3)2] Y เมื่อ Y = (CF3SO3)6(DMF)2(H2O)4 (III) และ (BF4)6(H2O)0.5 (IV), ออกตะนิวเคลียร์ [Cu8(phen)12(µ3-OH)2(µ-OH)2(µ3-CO3)2](CF3SO3)8(DMF)2(H2O)0.5(V) และพอลินิวสเคลียร์ {[Cu3(bpy)3(µ-OH)2(µ-CO3)2](H2O)6.5}n (VI) จากการศึกษาสมบัติทางแม่เหล็กเบื้องต้นในช่วงอุณหภูมิ 5 ถึง 350เคลวิน พบว่าสาร I-VI มีอันตรกิริยาระหว่างไอออนคอปเปอร์(II) เป็นเฟอร์โรแมกเนติกแบบอ่อน ผลิตภัณฑ์ที่สังเคราะห์ได้สำหรับระบบที่มีหมู่คาร์บอกซิเลตเป็นลิแกนด์สะพานและมีโครงสร้างแบบ paddle-weel ได้แก่ [Cu4(dpyam)2(OCOC2H5)2(µ-O2CC2H5)6(H2O)2] [Cu2(µ-O2CC2H5)4(H2O)2](DMF)2 (I), [Cu6(phen)2(H2O)2(µ-O2CC2H5)12]n[Cu2(µ-O2CC2H5)4(H2O)0.5n (II), {[Cu4(phen)2(µ-O2CC2H5)8](H2O)}n (III), [Cu2(µ-O2CC6H4OH)4(C7H7NO)2](H2O)6 (IV) และ [Cu2(µ-O2CCH3)4(C7H7NO)2] (V) จากกรณีศึกษาสมบัติทางแม่เหล็ก พบว่าสาร III-V มีอันตรกิริยาระหว่างไอออนคอปเปอร์ (II) แบบแอนติเฟอร์โรแมกเนติก และมีค่า singlet-triplet energy splitting (J) เท่ากับ -299.5, -278.5 และ -287 cm-1 ตามลำดับ |
| บรรณานุกรม | : |
สุจิตรา ยังมี . (2554). การสังเคราะห์ โครงสร้างผลึก สมบัติสเปกโทรสโกปี และ สมบัติทางแมเหล็กของสารเชิงซ้อนมอนอนิวเคลียร์และพอลินิวเคลียร์คอปเปอร์(II).
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สุจิตรา ยังมี . 2554. "การสังเคราะห์ โครงสร้างผลึก สมบัติสเปกโทรสโกปี และ สมบัติทางแมเหล็กของสารเชิงซ้อนมอนอนิวเคลียร์และพอลินิวเคลียร์คอปเปอร์(II)".
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. สุจิตรา ยังมี . "การสังเคราะห์ โครงสร้างผลึก สมบัติสเปกโทรสโกปี และ สมบัติทางแมเหล็กของสารเชิงซ้อนมอนอนิวเคลียร์และพอลินิวเคลียร์คอปเปอร์(II)."
กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554. Print. สุจิตรา ยังมี . การสังเคราะห์ โครงสร้างผลึก สมบัติสเปกโทรสโกปี และ สมบัติทางแมเหล็กของสารเชิงซ้อนมอนอนิวเคลียร์และพอลินิวเคลียร์คอปเปอร์(II). กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2554.
|
