| ชื่อเรื่อง | : | การนำปรัชญาอาชญาวิทยามาใช้ในการกำหนดโทษของศาลไทย : ศึกษาเฉพาะกรณี ผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ร้ายและผู้กระทำผิดโดยพลั้งพลาด |
| นักวิจัย | : | อุทิศ สุภาพ |
| คำค้น | : | SENTENCING , PHILOSOPHY OF CRIMINOLOGY |
| หน่วยงาน | : | ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย |
| ผู้ร่วมงาน | : | - |
| ปีพิมพ์ | : | 2544 |
| อ้างอิง | : | http://www.thaithesis.org/detail.php?id=46151 |
| ที่มา | : | - |
| ความเชี่ยวชาญ | : | - |
| ความสัมพันธ์ | : | - |
| ขอบเขตของเนื้อหา | : | - |
| บทคัดย่อ/คำอธิบาย | : | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดในการนำปรัชญาอาชญาวิทยามาใช้ ในการกำหนดโทษและหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวคิดและในการนำปรัชญาอาชญาวิทยามาประยุกต์ ใช้ในการกำหนดต่อผู้กระทำผิดรวมทั้งศึกษาความคิดเห็นของผู้พิพากษาต่อข้อสรุปที่ได้ ซึ่ง มีขอบเขตในการศึกษาเฉพาะกรณีผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ร้ายและผู้กระทำผิดโดยพลั้งพลาด โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัยจากเอกสารและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกเป็นหลักและนำผลที่ได้ มาสังเคราะห์เป็นข้อสรุป เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงนำไปสอบถามความคิดเห็นของผู้พิพากษา ว่าเห็นด้วยหรือไม่ โดยศึกษาจากกลุ่มประชากรผู้พิพากษาที่รับราชการเป็นผู้พิพากษามา ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,249 คน ซึ่งอาศัยแบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทุกคนโดยไม่มีการสุ่มตัวอย่างแต่อย่างใด เพื่อนำผลที่ได้ซึ่งเป็น ค่าสถิติร้อยละมาสนับสนุนว่าผู้พิพากษาเห็นด้วยกับข้อสรุปนั้นเพียงใด ผลการวิจัยพบว่า การกำหนดโทษควรจะต้องให้มีความเหมาะสมกับความผิดและตัวผู้ กระทำผิดด้วย สำหรับองค์ประกอบสำคัญในการกำหนดโทษประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงแห่งคดี (2) หลักทฤษฎี สำหรับข้อเท็จจริงแห่งคดีที่สำคัญได้แก่ พฤติการณ์แห่งคดีและประวัติภูมิหลัง ของผู้กระทำผิด ส่วนหลักทฤษฎีที่สำคัญได้แก่ทฤษฎีการลงโทษเพื่อทดแทน ทฤษฎีการลงโทษ เพื่อป้องกัน ทฤษฎีการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟู และทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกันสังคม สำหรับแนวทางในการนำทฤษฎีการลงโทษมาใช้ในการกำหนดโทษนั้น ควรจะต้องนำทฤษฎีการ ลงโทษมาใช้ร่วมกัน โดยให้ยึดทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งเป็นหลักและนำทฤษฎีอื่นมาเสริม ซึ่งความผิด ที่มีความรุนแรงมากใช้ทฤษฎีการลงโทษเพื่อทดแทนเป็นหลัก สำหรับความผิดที่มีความรุนแรง น้อยใช้ทฤษฎีการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูเป็นหลัก ส่วนผู้กระทำผิดซ้ำใช้ทฤษฎีการ ลงโทษเพื่อป้องกันเป็นหลัก เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับผู้กระทำผิดในแต่ละประเภทได้แก่ ผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ร้ายและผู้กระทำผิดโดยพลั้งพลาดแล้วจะได้แนวทางในการกำหนดโทษ แตกต่างเป็นกรณีๆ ไป เช่นผู้กระทำผิดที่มีความรุนแรงมากโดยหลักแล้วควรกำหนดโทษสูง และผู้กระทำผิดที่มีความรุนแรงน้อยโดยหลักแล้วควรกำหนดโทษต่ำตามสัดส่วนของการกระทำ ความผิด เว้นแต่ผู้กระทำผิดโดยบันดาลโทสะการกำหนดโทษไม่จำต้องเป็นสัดส่วนกับการกระทำ ผิด สำหรับผู้กระทำผิดซ้ำหรือซ้ำซากนั้น โดยหลักควรกำหนดโทษให้สูงกว่าปกติหรือสูงสุดแล้ว แต่กรณีไป ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ การกำหนดโทษควรพิจารณาถึงมาตรหลักและมาตรการเสริม เพื่อนำมาใช้ให้มีความเหมาะสมกับความผิดและตัวผู้กระทำผิดเป็นกรณีๆ ไป โดยผู้พิพากษา จะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงแห่งคดีและหลักทฤษฎีการลงโทษมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการ กำหนดโทษด้วยเสมอ เพื่อให้การกำหนดโทษมีประสิทธิภาพและมีผลต่อการป้องกันอาชญากรรม ได้มากยิ่งขึ้น |
| บรรณานุกรม | : |
อุทิศ สุภาพ . (2544). การนำปรัชญาอาชญาวิทยามาใช้ในการกำหนดโทษของศาลไทย : ศึกษาเฉพาะกรณี ผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ร้ายและผู้กระทำผิดโดยพลั้งพลาด.
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อุทิศ สุภาพ . 2544. "การนำปรัชญาอาชญาวิทยามาใช้ในการกำหนดโทษของศาลไทย : ศึกษาเฉพาะกรณี ผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ร้ายและผู้กระทำผิดโดยพลั้งพลาด".
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย. อุทิศ สุภาพ . "การนำปรัชญาอาชญาวิทยามาใช้ในการกำหนดโทษของศาลไทย : ศึกษาเฉพาะกรณี ผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ร้ายและผู้กระทำผิดโดยพลั้งพลาด."
กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย, 2544. Print. อุทิศ สุภาพ . การนำปรัชญาอาชญาวิทยามาใช้ในการกำหนดโทษของศาลไทย : ศึกษาเฉพาะกรณี ผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ร้ายและผู้กระทำผิดโดยพลั้งพลาด. กรุงเทพมหานคร : ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย; 2544.
|
